ค้นหา

ข้าราชการครูฯกับความรับผิดชอบในบทบาทการเป็นกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

ไฟลุกท่วมสหกรณ์ครูทั่วประเทศ

สหกรณ์ออมทรัพย์ครูในหลายจังหวัดของภาคอีสานกลายเป็นแหล่งทางการเงินที่เครือข่ายกลุ่มผู้มีอิทธิพลได้แอบแฝงเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการใช้อำนาจในทางทุจริตมิชอบด้วยกฎหมาย พฤติกรรมการทุจริต เช่น การร่วมมือกับผู้บริหารธนาคารบางแห่งด้วยการเปิดบัญชีใหม่แล้วนำเงินสหกรณ์ส่วนกลางไปหมุนใช้เพื่อประโยชน์ในวงการธุรกิจของตน ฯลฯ

การทุจริตเหล่านี้มีการฉ้อฉลปกปิดความจริงกับสมาชิกสหกรณ์ ด้วยการนำใบฝากใหม่หรือใบฝากปลอมมาจัดทำรายงานประจำปีแล้วเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ให้สมาชิกโดยทั่วไปรับทราบว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมีสถานะมั่นคงและโปร่งใส และยังมีพฤติการณ์ทุจริตการกู้เงินอีกอย่างคือ ในการให้เงินกู้พิเศษโดยผู้กู้ต้องมีเงื่อนไขให้ หลักทรัพย์ค้ำประกันผู้กู้ต้องมาทำธุรกิจซื้อบ้านจัดสรรในที่ดิน หรือโครงการส่วนตัวของตนจึงจะมีสิทธิได้กู้เงินพิเศษนั้น

รศ.ดร.พรอัมรินทร์ กล่าวถึง เครือข่ายทุจริตนี้ มักจะร่วมมือกันอย่างเป็นระบบ ประสานงานกัน และบูรณาการเต็มระบบ โดยมีสามฝ่ายได้แก่ บุคลากรครูผู้บริหาร (คณะกรรมการ) ฝ่ายเจ้าหน้าที่ผู้จัดการ และนักการเมืองบางรายเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งกล่าวได้ว่า ในระบบบริหารสหกรณ์ฯหลายแห่งของภาคอีสานส่วนใหญ่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งสิ้น

ที่ใดมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่นั่นย่อมมีการทุจริตคอร์รัปชันและเรื่องนี้ไม่ควรฝากความหวังไว้กับคณะกรรมการสหกรณ์ฯ เท่านั้น แต่สมาชิกต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ เพราะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงสามารถฟ้องร้องต่อศาลได้โดยที่ศาลอุทธรณ์เคยมีคำพิพากษา หากคณะกรรมการดำเนินการ (15 คน)ไม่ฟ้องหรือไม่ดำเนินการ สมาชิกผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 19 ได้ด้วยตนเอง

ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปีวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540) สหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศมีการทุจริตอย่างขนานใหญ่ ที่โด่งดัง มาก

(1) สหกรณ์ออมทรัพย์ครูจากภาคอีสานและทั่วประเทศเกือบร้อยแห่งได้กระทำการยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงินกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนจํากัด (สหกรณ์ในประเทศไทยมีสองประเภทคือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน หมายความว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไม่มีรายได้ประจำ กับสหกรณ์ออมทรัพย์หมายความว่าที่มีรายได้ประจำ) นำไปร่วมลงทุน”(เริ่มต้นก่อน) จากนั้นก็แอบเปลี่ยนจากลงทุนไปเป็น เงินฝากเมื่อตอนสหกรณ์เครดิตยูเนียนจํากัด โดยนายศุภชัย ศรีอักษร ประธานกรรมการฯ ถูกฟ้องศาลและหลายคดีศาลพิพากษาจำคุกในคดีฟอกเงินกว่า 13 คดีและก็กำลังถูกฟ้องล้มละลาย โดยมีผู้ยื่นคำขอชำระหนี้จำนวน 1,7885 ราย มูลหนี้รวม 2.04 หมื่นล้านบาท

(2) ศาลสั่งจำคุก 79 กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูใน 10 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ ยโสธร ปทุมธานี ราชบุรี สงขลา เชียงราย เลย ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด สกลนคร และศาลสั่งจำคุกสามปีกรรมการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูอุบลราชธานีรวม 16 คน

(3) ศาลสั่งจำคุก 200 ปี 600 เดือน กรรมเดียวผิดหลายบท (แต่กฎหมายให้จำคุกได้เพียง 20ปี ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา ประธานกรรมการสหกรณ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เป็นผู้ควบคุมและอยู่ครองอำนาจใช้เล่ห์เพทุบายอย่างยาวนานในตำแหน่งเพียงกลุ่มเดียวฐานชักชวนสมาชิกในแชร์ลอตเตอรี่เสียหาย 183 ล้านบาท

(4) ศาลสั่งบริษัทโกงแชร์ลอตเตอรี่คืนเงินสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ชัยภูมิ 295 ล้านบาทในความเสียหายที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้นกับครูมูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาทในปี 2553

(5) สหกรณ์ออมทรัพย์ครูมหาสารคามปลอมแปลงเอกสาร นำเงิน 126 ล้านบาทไปซื้อประกันกลุ่มและนำเงินกว่า 200 ล้านบาทไปร่วมลงทุนกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนจํากัด

(6) สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จํากัด ทำเงินก้อนแรกหายแบบเงียบสนิทจำนวน 431 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2554-2561 เป็นเวลา 8 ปี และทำรายงานประจำปีอันเป็นเท็จต่อมวลสมาชิก นายทะเบียนสหกรณ์ และ ผู้สอบบัญชีและเจ้าหน้าที่ซึ่งนายทะเบียนมอบหมาย

การทุจริตเงียบสนิทในเงินของมวลสมาชิกขอนแก่นได้ถูกเปิดโปง แจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษครั้งนี้ เพียงก้อนแรก 431 ล้านบาท ไอ้ไม่ง!!!อย่างน้อย 4 คนแอบถอนเงินในบัญชีเงินฝากไทยพาณิชย์ สาขาดินแดง เลขที่บัญชี 144-101918-9 จำนวนกว่า 431 ล้านบาท โดยเริ่มจากเดือนพฤศจิกายน 2562 มวลสมาชิกไปร้องเรียนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น (ศูนย์ดำรงธรรม) ต่อมามีการเปิดประชุมใหญ่วิสามัญ ตั้งกรรมการไตรภาคีประกอบด้วยฝ่ายคณะกรรมการ ฝ่ายผู้แทนสมาชิกและฝ่ายมวลสมาชิกโดยแต่ละฝ่ายส่งทนายความฝ่ายละ 1 คน

ข่าวเงินหายนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการวันที่ 11 ตุลาคม 2562 เพื่อเตรียมการเปิดประชุมใหญ่ผู้แทนสมาชิก (จำนวน 392 คนจากมวลสมาชิก 19,000คน) ประจำปี 19 ตุลาคม 2562 จึงให้เบิกเงินจากบัญชีนี้ไปจ่ายปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้สมาชิก

ปรากฏว่าเม็ดเงินหายไปตั้งแต่ปี 2554 จำนวน 431 ล้านบาท คงเหลือในบัญชี 79,714.16 บาทเมื่อตรวจสอบเอกสารประกอบการประชุมคณะกรรมการดำเนินการ ปรากฏว่า มีเงินจำนวน 431,941,784.59 บาท และเชื่อว่าน่าจะมีการยักยอกตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมา

ข่าวลือหนาหูต่างๆนานา เช่นว่ามีการเสนอให้ผู้แทนสมาชิก 392 คนทำการปลดคณะกรรมการดำเนินการ มีข่าวการบีบสหกรณ์จังหวัดให้เข้าไปบริหารแทน แล้วพยายามกลบเกลื่อนทำให้หมดอายุความ มีการซื้อตัวนักข่าวหลายฉบับและข่าวท้องถิ่น และมีมวลสมาชิกจำนวนมากพากันแตกตื่นและกำลังเข้าชื่อกันเพื่อเปิดประชุมใหญ่วิสามัญให้ได้ เพราะไม่ไว้วางใจการทำคดีของคนบางกลุ่มและไม่เชื่อว่าเงินหายเพียงจำนวนเท่านี้ และที่สำคัญมวลสมาชิกทราบดีว่าผู้แทนสมาชิกนี้เป็นกลไกสำคัญรับรองให้กลุ่มผู้มีอำนาจและอิทธิพลในสหกรณ์ทำการยักยอก ฉ้อโกงประชาชน และฟอกเงิน

ข่าวหนาหูยังมาอีกว่าเงินก้อน 431 ล้านบาทนี้ เป็นเพียงก้อนแรกยังอาจจะมีการได้เงินทอนจากการร่วมลงทุนกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจํากัดอีก 200 ล้านบาทหรือไม่? และอาจจะมีเรื่องการโอนเข้าบัญชีเจ้าหน้าที่ไปกว่า1 พันล้านบาทหรือไม่? อีกด้วย

เราเพิ่งเริ่มจะเขียนบทความหลังจากเลิกเขียนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเป็นแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่อมาได้ลาออกจากพรรคการเมืองตั้งแต่ปี 2553 แบบสิ้นเชิงแล้ว

ก่อนหน้านี้ 2519-2550 เขียนบทความประจำในหลายฉบับเช่น นิตยสารอาทิตย์วิวัฒน์ ฐานเศรษฐกิจ และเนชั่นสุดสัปดาห์ มีผลงานที่ผ่านการตีพิมพ์มากกว่า 700 ฉบับและทำข่าวหนังสือพิมพ์อีกด้วย

เราผู้เขียนเห็นว่านับแต่นี้ไป ไม้ขีดก้านแรกได้จุดไฟติดแล้วที่ขอนแก่น และกำลังลุกลามไปทั่วโดยเฉพาะในสหกรณ์ออมทรัพย์ครูภาคอีสานและทั่วประเทศ. (ติดตามตอนที่ 2 ว่าด้วยสหกรณ์ออมทรัพย์ครูมหาสารคาม)

โดย-สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ 

ความเห็นของผู้ชม