สาระสำคัญและแนวปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยเงินสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล

1.       สวัสดิการรักษาพยาบาล  คืออะไร

สวัสดิการรักษาพยาบาล  คือ ประโยชน์ตอบแทนที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือแก่บุคลากรของรัฐที่เป็นข้าราชการ  ลูกจ้างประจำ  ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ  พนักงานของรัฐสังกัดกระทรวง    สาธารณสุข   รวมถึงบุคคลในครอบครัว ได้แก่ บิดามาราด  คู่สมรสและบุตรชอบด้วยกฎหมายในลักษณะสวัสดิการนอกเหนือจากเงินเดือน  ค่าจ้าง เบี้ยหวัดบำนาญ  เมื่อผู้นั้นเจ็บป่วย  หรือ   ประสบอุบัติเหตุ   อุบัติภัยและได้เข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาล  โดยรัฐบาลเป็น ผู้อออกค่าใช้จ่ายในการรักษาให้

2.       การใช้บังคับกฎหมาย

ในปัจจุบันสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของทางราชการ มีหลักเกณฑ์และอัตรา   การจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลที่ใช้บังคับตามนัยมาตรา 5 แห่ง    พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล  ..  2523  และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 8 .. 2545 ส่วนวิธีการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เป็นไปตามหลักเกณฑ์  และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนดตามระเบียบกระทรวงการคลังด้วยการ     เบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.. 2545  นอกจากนั้นหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล  ยังต้องถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังมีหนังสือเวียนและหนังสือซ้อมความเข้าใจวิธีปฏิบัติในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย

3.       ค่ารักษาพยาบาลคืออะไร

พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล  .. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  กำหนดคำนิยาม  “ค่ารักษาพยาบาล หมายความว่าเงินที่สถานพยาบาลเรียกเก็บในการรักษาพยาบาลดังนี้

(1) ค่ายา  ค่าเลือดและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน  ค่าน้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือด   ค่าออกซิเจน   และอื่น ๆ  ทำนองเดียวกันที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรค

(2)     ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรครวมทั้งค่าซ่อมแซม

(3)     ค่าบริการทางการแพทย์  ค่าตรวจ ค่าวิเคราะห์โรค  แต่ไม่รวมถึงค่าจ้างผู้พยาบาลพิเศษ  ค่าธรรมเนียมพิเศษและค่าบริการอื่นทำนองเดียวกันที่มีลักษณะเป็นเงินตอบแทนพิเศษ

(4)     ค่าห้องและค่าอาหารตลอดเวลาที่เข้ารับการรักษาพยาบาล

(5)     ค่าตรวจสุขภาพประจำปี”

ยาอะไรทีจะเบิกเป็นค่ารักษาพยาบาลได้บ้าง

                ยาที่จะเบิกเป็นค่ารักษาพยาบาลได้นั้น   กระทรวงการคลัง / กรมบัญชีกลาง  มีแนวทางวินิจฉัยไว้ดังนี้

*        เป็นยาที่ใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยหายหรือ      บรรเทาอาการเจ็บป่วยหรือให้พ้นทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ  และอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ

*        ยาสมุนไพร  ที่ขึ้นทะเบียนเป็นยาประเภทแผนโบราณ

*        ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ  ต้องให้คณะกรรมการแพทย์วินิจฉัยและรับรอง       จึงเบิกได้

*        ยาที่แพทย์สั่งเพื่อสำรองไว้ใช้เพื่อการบำบัดรักษาโรค  เบิกไม่ได้

*        ค่ายาเพื่อการปฏิสนธินอกร่างกายเพื่อการเจริญพันธุ์  ไม่ถือเป็นการรักษาพยาบาล  จึงเบิกไม่ได้

*        Vaccine  เพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า  ในกรณีทีถูกสุนัขกัดหรือแพทย์เห็นว่าอาจได้รับเชี้อโรคจากสัตว์และให้วัคซินเพื่อป้องกัน  ที่เกิดเนื่องจากการเจ็บป่วย  จึงเบิกได้

*        Vaccine ป้องกันไข้สมองอักเสบ   หัด คางทูม ทัยฟอยด์ ตับอักเสบ ไวรัสบี   ถือเป็นการป้องกันโรค จึงเบิกไม่ได้ (หนังสือกรมบัญชีกลาง  ที่   กค 0514/2980 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2531  และ ที่ กค 0514 / 3099 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2531)

*        ยาอม เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอมิใช่ยาในการบำบัดรักษาโรคโดยตรง  จึงเบิกไม่ได้   (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0502 / 21832 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2536)

*        แคลเซียม D-REDOXON  หากแพทย์เห็นว่าจำเป็นต้องใช้ในการบำบัดรักษาโรค  จึงเบิกได้ (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0502 / 21832 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2536)

*        ยาสระผมขจัดรังแค  ยาแก้ฝ้า ลักษณะของการใช้เครื่องสำอางมากกว่าการรักษาโรค จึงเบิกไม่ได้  (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0502/6686  ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2526)

*        ผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารจากสำนักงาน          คณะกรรมการอาหารและยา  ไม่ใช้ยา  จึงเบิกจ่ายเป็นค่ายาไม่ได้

*        ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในลักษณะเป็นเครื่องสำอาง เบิกไม่ได้ (หนังสือกรมบัญชีกลาง      ที่  กค 0514 / 2384  ลงวันที่ 28 เมษายน 2530)

*        ยาลดความอ้วน ไม่ได้การบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วย จึงเบิกไม่ได้ (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0514 / 37228 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2530)

*        ยา Viagra  ซึ่งไม่ได้ใช้ในการบำบัดรักษาโรคที่เจ็บป่วยโดยตรง  จึงเบิกไม่ได้  (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0417 / 4310 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546)

โรคอะไรที่เบิกเป็นค่ารักษาพยาบาลได้บ้าง

                โรคที่เบิกเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการได้นั้น   กระทรวงการคลัง / กรมบัญชีกลาง มีความเห็นว่า จะต้องเป็นโรคที่เกิดจากการเจ็บป่วยหรือโรคที่เกิดลักษณะผิดปกติและแพทย์เห็นว่าจำเป็นต้องทำการรักษาให้กลับคืนสู่สภาพปกติ  มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายแก่สุขภาพของ  ผู้ป่วยแต่ทั้งนี้ต้องมิใช่เป็นการกระทำใด ๆ เพื่อเป็นการเสริมความงามหรือเพื่อป้องกันโรค  (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0526.5 / 20565 ลงวันที่ 17 กันยายน 2542 / หนังสือ         กรมบัญชีกลาง  ที่ กค 0502/977 ลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2527)

หญิงตั้งครรภ์ จะมิสิทธิเบิกเงินเป็นค่ารักษาพยาบาลได้หรือไม่ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังมีแนวตอบดังนี้

*        การตรวจครรภ์ระยะเริ่มแรก   เพื่อหาสาเหตุว่า จะตั้งตรรภ์หรือไม่  ไม่ใช่เป็นการตรวจเพื่อการบำบัดรักษาโรค จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้

*        การตรวจหญิงเป็นผู้ที่มีบุตรยาก  เนื่องจากไข่ไม่ตก   ไม่ใช่เป็นการตรวจเพื่อ  การบำบัดรักษา จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลไม่ได้

*        การตรวจครรภ์  ตามปกติที่แพทย์เห็นว่าจำเป็นต้องตรวจ  เมื่อหญิงมีครรภ์ เป็นการตรวจ  เพื่อบำบัดรักษา  จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

*        การตรวจโครโมโซม    เป็นการตรวจทางห้องทดลองซึ่งถือเป็นการตรวจผู้ตั้งครรภ์ที่แพทย์เห็นว่าจำเป็นต้องตรวจเพื่อหาสาเหตุของการเป็นโรค  (การเจ็บไข้  การเจ็บป่วย หรือลักษณะอาการที่ผิดปกติทางร่างกาย  มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์มารดาหรือ     สุขภาพมารดา

*        การตรวจภายในภายหลังคลอด   เป็นการตรวจเพื่อการบำบัดรักษา  จึงเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

*        การคลอดบุตรในสถานพยาบาลของเอกชน   จะเบิกเป็นค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการได้หรือไม่   อยู่ที่ข้อเท็จจริงแล้วแต่กรณีซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้แนวทางปฏิบัติในการพิจารณาตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5 / 118 ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541 สาระสำคัญคือ ให้พิจารณาจากรายละเอียดทางการแพทย์ในคำรับรองของแพทย์          ผู้ทำการรักษาที่ระบุอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นหรือความรุนแรงของโรคอันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วย  ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวแสดงให้เห็นหรืออาจสรุปได้ว่าหากผู้ป่วยมิได้รับการรักษาพยาบาลทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของ   ผู้นั้น  ทั้งนี้หากส่วนราชการพิจารณาแล้วเห็นว่า  รายละเอียดนั้นยังไม่เพียงพอในการพิจารณาการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลก็เห็นควรแจ้งผู้มีสิทธิทราบเพื่อขอให้แพทย์ผู้ทำการรักษาระบุ   ข้อความเพิ่มเติมในใบรับรองแพทย์ต่อไป

หลักเกณฑ์ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5 / 118 ลงวันที่      11 พฤศจิกายน 2541 ใช้กับผู้มีสิทธิได้รัยเงินค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกา           เงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.. 2523  และที่แก้ไขเพิ่มเติม  ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชน  กรณีอื่นนอกจากการตั้งครรภ์ด้วย

โรคฟัน

*        การรักษาคลองรากฟัน  เป็นการบำบัดรักษาฟันแท้ไม่ให้ชำรุด  เนื่องจากโรคฟันผุจึงเบิกได้

*        การใส่เดือยฟัน  เป็นการใส่อุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคและอวัยวะเทียมที่กระทรวงการคลัง ไม่ได้กำหนด  จึงเบิกจ่ายไม่ได้

*        การจัดฟัน

-  อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทำให้ระบบบดเคี้ยวผิดปกติ  จำเป็นต้องทำการรักษาเพื่อแก้ไขระบบขบเคี้ยวให้กลับคืนสู่สภาพปกติ ถือเป็นการรักษา จึงเบิกได้ (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0526.5  / 231 ลงวันที่ 21 มกราคม 2540)

                                - เพื่อแก้ไขระบบการขบเคี้ยวให้มีประสิทธิภาพ  ไม่ใช่การบำบัดรักษาโรค       จึงเบิกไม่ได้   (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0502/5096 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538)

                                -  ที่ยืนล้ำออกนอกริมฝีปาก  ถือเป็นการเสริมความงาม  ไม่ใช่การบำบัดรักษาโรค  จึงเบิกไม่ได้  (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0514/6391 ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2528)

*        การขูดหินปูน  ถือว่าเป็นการรักษาเนื่องจากการเป็นโรคเกี่ยวกับฟัน จึงเบิกได้  (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0502/45228 ลงวันที่ 15 กันยายน 2526)

*        การเคลือบฟัน เคลือบฟลูออไรด์ เพื่อป้องกันฟันผุ ไม่ใช่การรักษาพยาบาล      จึงเบิกไม่ได้ (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0526.5/1071 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2540)

*        เครื่องมือกันฟันล้ม ไม่ใช้ค่ารักษาพยาบาล จึงเบิกไม่ได้ (หนังสือกระทรวง        การคลัง ที่ กค 0502/31634 ลงวันที่ 27 กันยายน 2522)

โรคตา

*        ต้อหิน

-           การยิงแสงเลเซอร์ เพื่อใช้ในการบำบัดรักษาโรคต้อหิน  ถือเป็นการรักษาพยาบาล (หนังสือกรมบัญชีกลาง  ที่ กค 0514 / 3152 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2528)

*        การผ่าตัดตา

- เพื่อแก้ไขปัญหาหนังตาตกบังนัยตา เป็นส่วนหนึ่งของการบำบัดรักษาโรค (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0502/57772 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2534)

-  เพื่อแก้ไขความโค้งของกระจกตา  เป็นการรักษาพยาธิสภาพของกระจกตา  ถือเป็นการรักษาโรค (หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนมาก ที่ กค 0526.5/ 96 ลงวันที่ 8 มกราคม 2540)

*         การแก้ไขสายตาสั้น

-  การยิงแสงเลเซอร์เพื่อแก้ไขความบกพร่องของการหักเหแสงในตา  (การแก้ไขสายตาสั้นโดยวิธีการยิงแสงเลเซอร์)   ไม่ใช่การรักษาโรคที่เกิดจาการเจ็บป่วย จึงเบิกไม่ได้ (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0502/2967 ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2538)

*        โรคไต  เบิกได้อย่างไร

                                -  สถานพยาบาลของทางราชการ  เบิกเป็นค่ารักษาพยาบาลได้ตามรายการที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ  เว้นแต่ค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาเบิกได้ตามประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด

                                -  สถานพยาบาลของเอกชน เบิกได้ในลักษณะเหมาจ่ายครั้งละไม่เกิน 1,500 บาท  และเป็นเฉพาะกรณีที่สถานพยาบาลของรัฐไม่อาจให้บริการได้และได้ส่งไปทำการรักษาโดยการฟอกเลือด

*        โรคสตรีวัยหมดประจำเดือนจะเบิกค่ารักษาพยาบาลได้อย่างไรนั้น   กระทรวงการคลังวินิจฉัยว่า   ในกรณีแพทย์ได้สั่ง Vitamin E   โดยแพทย์รับรองในใบเสร็จ      รับเงินค่ารักษาพยาบาลในช่อง “เบิกได้” ผู้มีสิทธิย่อมนำใบเสร็จมาขอเบิกเป็นค่ารักษาพยาบาลจากทาง     ราชการได้  ทั้งนี้เพราะโรคสตรีวัยหมดประจำเดือน  เป็นโรคที่จำเป็นต้อง   ดูแลรักษาเพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีระของร่างกายและทำให้เกิดโรคต่าง ๆ  (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่  กค 0526.5/20565 ลงวันที่ 17 กันยายน 2542)

*        ค่าหัดบำบัด (นวดแผนไทย)  ค่าประคบสมุนไพร   ถือเป็นค่ารักษาพยาบาล            จึงเบิกจ่ายได้ (หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0526.5/ 4745 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540)

ค่าธรรมเนียมแพทย์คลินิกนอกเวลาราชการ  เป็นค่าตอบแทนพิเศษของแพทย์ผู้ที่ปฏิบัตินอกเวลาราชการ  ที่สถานพยาบาลเรียกเก็บ   ไม่ถือเป็นค่ารักษาพยาบาลที่นำมาเบิกจากทางราชการได้ ผู้มีสิทธิรับผิดชอบจ่ายค่าบริการดังกล่าวเอง  (หนังสือกระทรวงการคลัง  ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/15 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 และหนังสือกระทรวงการคลัง      ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/17 ลงวันที่ 2 มีนาคม 2541)  

4.       ใครเป็นผู้มีสิทธิ

พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.. 2523 และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 8.. 2545  กำหนดให้ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัด บำนาญ เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล   ตามนัยมาตรา 6 และมาตรา 6 ทวิ ดังนี้

มาตรา 6   “ภายใต้บังคับมาตรา 8  และมาตรา 11 ทวิ ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลสำหรับตนเองและบุคคลในครอบครัวของตนเองตามพระราชกฤษฎีกานี้

(1)           ข้าราชการและลูกจ้างประจำซึ่งได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างประจำจากเงิน              งบประมาณรายจ่ายหมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำของกระทรวง ทบวง กรม

(2)           ลูกจ้างชาวต่างประเทศซึ่งมีหนังสือสัญญาจ้างที่ได้รับค่าจ้างจากเงินงบประมาณรายจ่ายและสัญญาจ้างนั้นมิได้ระบุเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลไว้

(3)           ผู้ได้รับบำนาญปกติหรือผู้ได้รับบำนาญพิเศษเหตุทุพพลภาพตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ และทหารกองทุนมีเบี้ยหวัดตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยเงินเบี้ยหวัด”

มาตรา 6 ทวิ  “ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้และบุคคลในครอบครัวของผู้นั้นประสบอุบัติเหตุหรืออุบัติภัยในคราวเดียวกันและผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลได้เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุหรือุบัติภัยในคราวนั้น   ให้บุคคลในครอบครัวของผู้นั้นซึ่งได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามสิทธิที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกานี้เฉพาะการเจ็บป่วยในครั้งนั้น”

บุคคลในครอบครัว หมายความว่า

(1)      บุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ  หรือบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบิดาหรือมารดา   ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล  แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นแล้ว

(2)      คู่สมรสของผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

(3)      บิดามารดาของผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

แนวทางวินิจฉัยของกระทรวงการคลัง / กรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับบุคคลในครอบครัว

-       บิดา  จะได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจากทางราชการ  จะต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกับการเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  ดั้งนั้นบิดาผู้ให้กำเนิดตามสายโลหิตจึงไม่ได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในฐานะบุคคลในครอบครัวตาม     พระราชกฤษฎีกา (กระทรวงการคลัง ที่ กค 0526.5/ 10491 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2543)

-       คู่สมรส  จะได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจากทางราชการ จะต้องเป็นคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมาย คู่สมรสตามความเป็นจริงย่อมไม่ได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

-       บุตรชอบด้วยกฎหมาย   เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  จะได้รับสิทธิช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่คลอดจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ  ซึ่งการบรรลุนิติภาวะย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คือ

1.       การสมรส โดยชายและหญิงอายุ 17 ปี บริบูรณ์

2.       อายุครบ 20 ปี บริบูรณ์

(หนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0526.5/27642 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543)

-       บุตรที่บิดามารดายกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น ไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือ       ค่ารักษาพยาบาลในฐานะบุคคลในครอบครัว

(กรมบัญชีกลาง ที่ กค 0526.5/241 ลงวันที่ 12 กันยายน 2541)

-       บุตรบุญธรรม ไม่มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตาม             พระราชกฤษฎีกา

-       การยกเลิกบุตรบุญธรรมทำให้อำนาจปกครองบุตรกลับมาเป็นของบิดา  หากบุตรนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะย่อมได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลในฐานะบุคคลในครอบครัว

(กรมบัญชีกลาง ที่ กค 0526.5/2212  ลงวันที่ 2 กันยายน 2541)

-       บุตรที่เกิดแต่หญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับชายผู้เป็นสามี  ย่อมเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิง  (กระทรวงการคลังที่ กค 0526.5/1566 ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2539)

5.       ผู้ไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล

พระราชกฤษฎีการเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล  .. 2523  แก้ไขเพิ่มเติม   ฉบับที่ 8  .. 2545  กำหนดให้ข้าราชการบางประเภทและในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการมีสิทธิหรือได้รับเงินจากหน่วยงานอื่นหรือผู้อื่นแล้ว  ไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลจากทางราชการ  ตามนัยมาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 ดังนี้

มาตรา 8  “ข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจซึ่งอยู่ในระหว่างรับการศึกษาอบรมใน    สถานศึกษาของกรมตำรวจอันเป็นการศึกษาอบรมก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ราชการประจำไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้”

มาตรา 9  “ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตาม       พระราชกฤษฎีกานี้  หรือ บุคคลในครอบครัวของผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นแล้ว ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตาม               พระราชกฤษฎีกานี้  เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้  ก็ให้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับ       การรักษาพยาบาลเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่”

มาตรา 10  “ในกรณีทีผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตาม           พระราชกฤษฎีกานี้  หรือ บุคคลในครอบครัวของผู้นั้น ได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลจากผู้อื่นแล้ว  ผู้นั้นไม่มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตาม      พระราชกฤษฎีกานี้  เว้นแต่ค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้  ก็ให้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่”

ในกรณีทีผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลได้รับเงินสวัสดิการ      เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกานี้ไปก่อนแล้ว ภายหลังได้รับค่าสินไหม       ทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลจากบุคคลอื่นมีจำนวนเท่ากันหรือเกินกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้ ก็ให้นำเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ได้รับไปนั้นส่งคืน  แต่ถ้าเงินค่าสินไหมทดแทนที่ได้รับจากบุคคลอื่นต่ำกว่าเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ได้รับตามพระราชกฤษฎีกานี้  ก็ให้ส่งคืนเท่าจำนวนที่ได้รับจากบุคคลอื่นนั้น  ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงการคลังกำหนด”

แนวทางวินิจฉัยของกระทรวงการคลัง  / กรมบัญชีกลาง

*        กรณีประกันชีวิต ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุหรือประกันชีวิตไว้กับบริษัทประกันภัยเป็นการส่วนตัว เมื่อเจ็บป่วยเข้ารับการรักษาพยาบาลและได้ชำระเงิน  ค่ารักษาพยาบาลแก่สถานพยาบาลแล้วหากได้นำต้นฉบับหลักฐานการรับเงินของสถานพยาบาลไปขอรับเงินทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้วได้รับเงินชดเชยต่ำกว่าสิทธิที่จะได้รับจากทางราชการ  ก็ให้ใช้สิทธิขอเบิกค่ารักษาพยาบาลในส่วนที่ขาดอยู่จากทางราชการได้  โดยให้ใช้ภาพถ่ายหรือสำเนาหลักฐานการรับเงินของสถานพยาบาลที่บริษัทประกันภัยรับรองว่าผู้มีสิทธิได้รับการ     ชดเชยค่ารักษาพยาบาลไปแล้วเป็นจำนวนเท่าไร  เป็นหลักฐานในการขอเบิกจากราชการ (หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/39406 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2540  และหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0417/1266 ลงวันที่ 14 มกราคม 2546)

*        กรณีประกันสังคม  ในกรณีบุคคลในครอบครัวของข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้ได้รับ บำนาญ เบี้ยหวัด ที่เป็นผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนประกันสังคม ต้องใช้สิทธิจากกองทุนประกันสังคมก่อน  และหากไม่เข้าข่ายที่จะได้รับความช่วยเหลือ  (เช่น เจ็บป่วย  อันเนื่องมาจากการทำงาน)  หรือได้รับความช่วยเหลือ      ต่ำกว่าสิทธิของทางราชการ  ก็สามารถนำส่วนที่ขาดมาเบิกได้   แต่ถ้าเลี่ยงไม่เข้าโรงพยาบาล  ที่ตนเลือกไว้  ก็ไม่สามารถนำค่ารักษาพยาบาลมาเบิกจากทางราชการได้   หรือกรณีที่ใช้สิทธิของประกันสังคมในการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลของเอกชนซึ่งตนได้เลือกไว้แล้วเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ไม่หมด จะมาเบิกกับทางราชการได้ต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล  คือ เป็นกรณีอุบัติเหตุ อุบัติภัย หรือมีความจำเป็น  

 รีบด่วน   ซึ่งหากมิได้รับการรักษาในทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของบุคคลดังกล่าวได้   (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0417/171 ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2546 และหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0417/12081 ลงวันที่ 25 เมษายน 2546)

*        กรณีผู้ประสบภัยจากรถ  เมื่อผู้มีสิทธิเป็นผู้ประสบภัยจากรถ  ต้องใช้สิทธิของรับค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นค่ารักษาพยาบาลจากบริษัทประกันภัยหรือกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยแล้วแต่กรณีก่อน  ถ้าสิทธิที่ได้รับนั้นต่ำกว่าสิทธิของทางราชการก็ให้นำส่วนที่ขาดอยู่มาเบิกกับทางราชการได้  (หนังสือกระทรวงการคลัง   ด่วนมาก ที่ กค 0502/ 52 ลงวันที่ 8 เมษายน 2537  และหนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0417/19116   ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2546

*        กรณีรัฐวิสาหกิจ  หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนมาก ที่ กค 0529.4/135 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2539  ขอให้รัฐวิสาหกิจกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุตรกรณีที่คู่สมรสเป็นข้าราชการฝ่ายหนึ่ง  และเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจอีกฝ่ายหนึ่งให้กำหนด      ให้คู่สมรสที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจใช้สิทธิเบิกจ่ายจากรัฐวิสาหกิจก่อน   แต่หากคู่สมรสเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 ฝ่าย  ให้คู่สมรสฝ่ายสามีเป็นผู้มีสิทธิก่อน  หากสิทธิที่ได้รับจากสามีต่ำกว่า  ก็ให้ฝ่ายภรรยาเป็นผู้ใช้สิทธิเบิกจ่ายเฉพาะส่วนที่ขาดอยู่  (หนังสือกรมบัญชีกลาง ที่ กค 0417/13785 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2546)

*        กรณีประกันสุขภาพของสมาชิกวุฒิสภาพและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายเงินเกี่ยวกับการประกันสุขภาพของสมาชิก       วุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  .. 2540  ซึ่งออกตามความในมาตรา 7 ทวิแห่ง             พระราชกฤษฎีกาเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ทดแทนอย่างอื่นของสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ  .. 2535  ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) .. 2540 กำหนดให้มีการประกันสุขภาพกลุ่มซึ่งเป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองทางด้านการเงินเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายต่างๆ สำหรับการรักษาตัวในสถานพยาบาลหรือคลินิก และหรือเข้ารับ  การผ่าตัดโดยแพทย์ ในกรณีที่สมาชิกสภาหรือผู้แทนราษฎรเจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุ      โดยผู้มีสิทธิได้รับความคุ้มครอบจากประกันสุขภาพกลุ่มจะต้องเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการ   เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล  หรือได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นไม่ว่า  จะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน   หรือเป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร    

ผู้ซึ่งมีสิทธได้รับค่ารักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือได้รับการช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลจากหน่วยงานอื่นไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน   และได้นำหลักฐานการสละสิทธิรับเงินดังกล่าวในระหว่างดำรงตำแหน่งมาแสดงต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาหรือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

6.  หลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล  กำหนดไว้อย่างไร

พระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล  .. 2523  แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 8  .. 2545   กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลตามนัยมาตรา 5  มาตรา 11  มาตรา 11 ทวิ  และมาตรา 12 ดังนี้

มาตรา 5  “การจ่ายเงินตามงบประมาณรายจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้  ส่วนวิธีการเบิกจ่ายนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนด”

มาตรา 11 “การจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอย่างอื่น ซึ่งมิใช่เป็นการตรวจสุขภาพประจำปี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตรา ดังนี้

(1)          ผู้ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของทางราชการทั้งประเภทผู้ป่วยภายนอกหรือผู้ป่วยภายใน ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เต็มจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง ทั้งนี้  กระทรวงการคลังอาจกำหนดอัตราให้เบิกได้ต่ำกว่าจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงก็ได้

(2)          ผู้ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยภายในจากสถานพยาบาลของเอกชน  หรือสถานพยาบาลของเอกชนอื่นซึ่งไม่ใช่สถานพยาบาลของเอกชนตามพระราชกฤษฎีกานี้     ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลหรือบุคคลใน   ครอบครัวของผู้นั้นประสบอุบัติเหตุ อุบัติภัย  หรือมีความจำเป็นรีบด่วน ซึ่งหากมิได้รับการรักษาพยาบาลในทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของบุคคลดังกล่าว  เมื่อได้มีใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลเอกชนนั้นมาประกอบ   ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ดังนี้

()  ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค   รวมทั้งค่าซ่อมแซม  ค่าห้อง และค่าอาหาร  ให้เบิกได้เช่นเดียวกับผู้ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของทางราชการ

()  ค่ารักษาพยาบาลประเภทอื่น ๆ  ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงแต่จะต้องไม่เกินสามพันบาท

(3)          ผู้ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของเอกชน   ในกรณีที่เป็นการเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราวเพราะเหตุที่สถานพยาบาลของทางราชการมีความจำเป็นต้องส่งตัวให้แก่สถานพยาบาลของเอกชนนั้นให้เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด”

มาตรา 11 ทวิ  “การจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปี   ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และอัตราดังนี้

(1)          ผู้มีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปี  ต้องเป็นข้าราชการลูกจ้างประจำหรือผู้ได้รับเบี้ยหวัด บำนาญ

(2)          เข้ารับการตรวจสุขภาพในสถานพยาบาลของทางราชการ

(3)          ค่าตรวจสุขภาพให้เบิกได้ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด”

กระทรวงการคลังกำหนดอัตราการเบิกจ่ายเงินค่าตรวจสุขภาพประจำปี  ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/166 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2539  และหนังสือกระทรวงการคลัง  ด่วนที่สุด ที่ กค 0530.2/138 ลงวันที่ 7 ธันวาคม 2543

มาตรา 12 “ในกรณีที่สถานพยาบาลตามมาตรา 11 ไม่มียา เลือดและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน  น้ำยาหรืออาหารทางเลือด  ออกซิเจน  อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคจำหน่าย  หรือไม่อาจให้การตรวจทางห้องทดลองได้  เมื่อแพทย์ผู้ตรวจรักษา  หรือหัวหน้าสถานพยาบาลของสถานพยาบาลแห่งนั้นลงลายมือชื่อรับรองตามแบบที่กระทรวงการคลังกำหนดแล้วก็ให้เข้ารับการรักษาพยาบาลซื้อ  หรือรับการตรวจทางห้องทดลองหรือเอ็กซเรย์ที่อื่นซึ่งอยู่ในประเทศไทยแล้วนำมาเบิกได้ตามมาตรา 11”

กระทรวงการคลังเวียนหลักเกณฑ์และอัตราหนังสือซ้อมความเข้าใจในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล  ดังนี้

(1)          ค่ารักษาพยาบาลโรค  ตามหนังสือกระทรวงการคลัง  ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/66 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2542 โดยให้เบิกค่ายาได้เฉพาะยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ  เว้นแต่คณะกรรมการแพทย์ของสถานพยาบาลวินิจฉัยว่า ผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยานอกบัญชียาหลัก  แห่งชาติ  ใช้หนังสือรับรองประกอบการเบิกจ่าย

(2)          ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค  ตามหนังสือกระทรวง     การคลัง  ด่วนที่สุดที่ 0526.5/ 8150 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2540

(3)          ค่าห้องและค่าอาหาร   ตามหนังสือกระทรวงการคลัง  ด่วนที่สุด ที่ กค 0417 /  5  ลงวันที่ 20 มกราคม 2546  และหนังสือกระทรวงการคลัง  ด่วนที่สุด ที่ กค 0417/6  ลงวันที่ 20 มกราคม 2546 ซึ่งให้คิดจำนวนวันนอนโดยการนับเวลาตั้งแต่เวลาที่สถานพยาบาลรับ     ตัวผู้ป่วยไว้เป็นผู้ป่วยในจนถึงวันเวลาที่สถานพยาบาลจำหน่ายผู้ป่วยออกจากสถานพยาบาล  ให้นับยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน  ถ้าไม่ถึงหรือเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงนับได้เกินหกชั่วโมง  ให้ถือเป็นหนึ่งวันเพื่อการเบิกจ่ายค่าห้องและค่าอาหาร  ดังนี้

(3.1)              ค่าเตียงสามัญและค่าอาหารเบิกได้เท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินวันละ  200  บาท  โดยไม่จำกัดจำนวนวัน

(3.2)              ค่าห้องและค่าอาหารนอกจาก (3.1)  เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกิน  วันละ  600  บาท  เป็นระยะเวลาไม่เกิน 13 วัน ส่วนที่เกินกว่านั้นผู้มีสิทธิจะต้องรับภาระเอง  เว้นแต่คณะกรรมการแพทย์ที่ผู้อำนวยการสถานพยาบาลแต่งตั้งวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องรักษาเกินกว่า 13 วัน  ให้เบิกค่าห้องและค่าอาหารได้ตามจำนวนที่คณะกรรกมาแพทย์วินิจฉัย  โดยใช้หนังสือรับรองประกอบการเบิกจ่าย

(3.3)              กรณีสถานพยาบาลรับผู้ป่วยในแล้ว  ปรากฏว่า  มีความจำเป็นทางการแพทย์ต้องไปรักษายังสถานพยาบาลอื่นในวันแรก  หรือผู้ป่วยเสียชีวิตภายหลังหากนับได้เกินหกชั่วโมง  ให้เบิกค่าห้องและค่าอาหาร  ดังนี้

-          เตียงสามัญ  ไม่เกิน  100  บาท

-          เตียงพิเศษ   ไม่เกิน  200  บาท

ค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน กระทรวงการคลังได้เวียนซ้อม  ความเข้าใจในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน  ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด  ในมาตรา 11 (2)  แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล .. 2523 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ 7)  .. 2541  ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/79  ลงวันที่ 7 กันยายน 2541  และที่  กค 0526.5/118  ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541  สรุปความว่า  การพิจารณาเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน  จะต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง  โดยพิจารณาจากรายละเอียดทางการแพทย์ในคำรับรองของแพทย์ผู้ทำการรักษาที่ระบุอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นหรือความรุนแรงของโรคอันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน  ซึ่งรายละเอียดต้องแสดงให้เห็นหรืออาจสรุปได้ว่า    หากผู้ป่วยมิได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในทันทีทันใด  อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้นั้น  ดังนั้นหากมีประเด็นข้อเท็จจริงดังหนังสือกระทรวงการคลังกล่าวไว้ข้างต้น  จึงเป็นดุลยพินิจของ    ส่วนราชการที่จะพิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เป็นค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน

การเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคไต   กรณีที่สถานพยาบาลของทาง      ราชการส่งตัวผู้ป่วยไปให้สถานพยาบาลของเอกชนทำการรักษาพยาบาล  กระทรวงการคลังได้กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคไต  ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/90  ลงวันที่ 21 กันยายน 2541  สรุปความได้  ดังนี้

(1)  สถานพยาบาลของทางราชการมีความจำเป็นต้องส่งตัวผู้ป่วยโรคไตให้แก่สถานพยาบาลของเอกชนเพื่อทำการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราวเนื่องจากสถานพยาบาลของทางราชการ     ไม่มีเครื่องไตเทียมหรือมีแต่ไม่เพียงพอสำหรับให้บริการล้างไตหรือฟอกไตหรือฟอกเลือดผู้ป่วยได้

(2) เบิกค่ารักษาพยาบาลเพื่อเป็นการล้างไตรวมอุปกรณ์ในอัตราที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1,500 บาทต่อครั้ง  โดยไม่มีสิทธิเบิกจ่ายค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค

(3) ต้องมีคณะกรรมการแพทย์ของสถานพยาบาลของทางราชการวินิจฉัยและออกหนังสือรับรองเพื่อใช้ประกอบการเบิกจ่าย

คำว่า  “สถานที่อื่น”  หมายถึง  สถานที่อื่น  ซึ่งมิใช่สถานพยาบาลที่ได้ทำการตรวจรักษา ผู้ที่เข้ารักการรักษาพยาบาล  และที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการนั้นที่อยู่ในประเทศไทย

ในกรณีสถานพยาบาลที่ได้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วย  แล้วออกใบรับรองว่าสถานพยาบาลไม่มียา  เลือดและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน  น้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือดออกซิเจน  อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคจำหน่ายแล้ว  ก็ให้ผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลซื้อจากสถานที่อื่นซึ่งอยู่ในประเทศไทยแล้วนำมาเบิกได้นั้น  สถานที่อื่นดังกล่าวข้างต้นก็คือสถานที่ที่มิใช่สถานพยาบาลที่ได้ทำการตรวจรักษาและที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายยาเลือดและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน  น้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือด  ออกซิเจน  อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค  ตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

สาระสำคัญอื่นๆ

          ค่าห้องและค่าอาหาร   ตามหนังสือกระทรวงการคลัง  ด่วนที่สุด ที่ กค 0417/5  ลงวันที่ 20 มกราคม 2546  และหนังสือกระทรวงการคลัง  ด่วนที่สุด ที่ กค 0417/6  ลงวันที่ 20 การาคม 2546  ซึ่งให้คิดจำนวนวันนอนโดยการนับเวลาตั้งแต่เวลาที่สถานพยาบาลรับตัวผู้ป่วยไว้เป็นผู้ป่วยในจนถึงวันเวลาที่สถานพยาบาลจำหน่ายผู้ป่วยออกจากสถานพยาบาล  ให้นับยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน  ถ้าไม่ถึงหรือเกินยี่สิบสี่ชั่วโมงนับได้เกินหกชั่วโมง  ให้ถือเป็นหนึ่งวันเพื่อการเบิกจ่ายค่าห้องและค่าอาหาร  ดังนี้

(3.4)           ค่าเตียงสามัญและค่าอาหารเบิกได้เท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินวันละ  200  บาท  โดยไม่จำกัดจำนวนวัน

(3.5)           ค่าห้องและค่าอาหารนอกจาก (3.1)  เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินวันละ  600  บาท  เป็นระยะเวลาไม่เกิน 13 วัน ส่วนที่เกินกว่านั้นผู้มีสิทธิจะต้องรับภาระเอง  เว้นแต่คณะกรรกมารแพทย์ที่ผู้อำนวยการสถานพยาบาลแต่งตั้งวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องรักษาเกินกว่า 13 วัน  ให้เบิกค่าห้องและค่าอาหารได้ตามจำนวนที่คณะกรรกมาแพทย์วินิจฉัย  โดยใช้หนังสือรัยรองประกอบการเบิกจ่าย

(3.6)           กรณีสถานพยาบาลรับผู้ป่วยในแล้ว  ปรากฏว่า  มีความจำเป็นทางการแพทย์ต้องไปรักษายังสถานพยาบาลอื่นในวันแรก  หรือผู้ป่วยเสียชีวิตภายหลังหากนับได้เกินหกชั่วโมง  ให้เบิกค่าห้องและค่าอาหาร  ดังนี้

-          เตียงสามัญ  ไม่เกิน  100  บาท

-          เตียงพิเศษ   ไม่เกิน  200  บาท

ค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน   กระทรวงการคลังได้เวียนซ้อมความเข้าใจในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน  ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด  ในมาตรา 11 (2)  แห่งพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (ฉบับที่ 7)  .. 2541  ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/79  ลงวันที่ 7 กันยายน 2541  และที่  กค 0526.5/118  ลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2541  สรุปความว่า  การพิจารณาเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน  จะต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริง  โดยพิจารณาจากรายละเอียดทางการแพทย์ในคำรับรองของแพทย์ผู้ทำการรักษาที่ระบุอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นหรือความรุนแรงของโรคอันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน  ซึ่งรายละเอียดต้องแสดงให้เห็นหรืออาจสรุปได้ว่า  หากผู้ป่วยมิได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในทันทีทันใด  อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้นั้น  ดังนั้นหากมีประเด็นข้อเท็จจริงดังหนังสือกระทรวงการคลังกล่าวไว้ข้างต้น  จึงเป็นดุลยพินิจของส่วนราชการที่จะพิจารณาอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลในกรณีที่เป็นค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน

การเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคไต   กรณีที่สถานพยาบาลของทางราชการส่งตัวผู้ป่วยไปให้สถานพยาบาลของเอกชนทำการรักษาพยาบาล  กระทรวงการคลังได้กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยโรคไต  ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค 0526.5/90  ลงวันที่ 21 กันยายน 2541  สรุปความได้  ดังนี้

(1)  สถานพยาบาลของทางราชการมีความจำเป็นต้องส่งตัวผู้ป่วยโรคไตให้แก่สถานพยาบาลของเอกชน

เพื่อทำการรักษาพยาบาลเป็นครั้งคราวเนื่องจากสถานพยาบาลของทางราชการไม่มีเครื่องไตเทียมหรือมีแต่ไม่เพียงพอสำหรับให้บริการล้างไตหรือฟอกไตหรือฟอกเลือดผู้ป่วยได้

(2)  เบิกค่ารักษาพยาบาลเพื่อเป็นการล้างไตรวมอุปกรณ์ในอัตราที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 1,500 บาทต่อครั้ง

โดยไม่มีสิทธิเบิกจ่ายค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค

(3)  ต้องมีคณะกรรมการแพทย์ของสถานพยาบาลของทางราชการวินิจฉัยและออกหนังสือรับรองเพื่อใช้

ประกอบการเบิกจ่าย

คำว่า  “สถานที่อื่น”  หมายถึง  สถานที่อื่น  ซึ่งมิใช่สถานพยาบาลที่ได้ทำการตรวจรักษาผู้ที่เข้ารักการรักษาพยาบาล  และที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการนั้นที่อยู่ในประเทศไทย

ในกรณีสถานพยาบาลที่ได้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วย  แล้วออกใบรับรองว่าสถานพยาบาลไม่มียา  เลือดและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน  น้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือดออกซิเจน  อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคจำหน่ายแล้ว  ก็ให้ผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลซื้อจากสถานที่อื่นซึ่งอยู่ในประเทศไทยแล้วนำมาเบิกได้นั้น  สถานที่อื่นดังกล่าวข้องต้นก็คือสถานที่ที่มิใช่สถานพยาบาลที่ได้ทำการตรวจรักษาและที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายยาเลือดและส่วนประกอบของเลือดหรือสารทดแทน  น้ำยาหรืออาหารทางเส้นเลือด  ออกซิเจน  อวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค