|
สรุปสารสำคัญของระเบียบ
กฎหมายในการปฏิบัติราชการ |
การลา มี 9 ประเภท ได้แก่
1. การลาป่วย
ลาป่วย ตั้งแต่
30 วันทำการขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์ ลาไม่ถึง 30
วันทำการ ผู้อนุญาตเห็นสมควร จะสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ประกอบใบลาก็ได้
เกณฑ์การลา
1.
ส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนในวันเลา
เว้นแต่กรณีจำเป็นจะเสนอหรือจัดส่งใบลาในวัน
แรกที่มาปฏิบัติราชการก็ได้
2.
กรณีอาการป่วยจนไม่สามารถส่งใบลาในวันลา
จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้เสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว
3. กรณีลาป่วยตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป
ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่ถ้าผู้มีอำนาจอนุญาต เห็นสมควร จะสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ประกอบใบลาแม้ลาป่วยไม่ถึง
30 วัน หรือสั่งให้ผู้ลาไปรับ การตรวจจากแพทย์ของทางราชการเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได้
2. การลาคลอดบุตร
ข้าราชการที่ประสงค์จะลาคลอดบุตร ลาครั้งหนึ่งได้ 90 วัน
โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์
.(ข้าราชการยังไม่สมรส สามารถลาคลอดได้)
หลักเกณฑ์การลา
1.
ให้เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชาก่อนหรือในวันเลา
2.
กรณีไม่สามารถลงชื่อในใบลาได้
จะให้ผู้อื่นลาแทนก็ได้ เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วให้จัดส่ง
ใบลาโดยเร็ว
3.
การลาคลอดบุตรคาบเกี่ยวกับการลาประเภทใด
ซึ่งยังไม่ครบกำหนดวันลาให้ถือว่าการลานั้นสิ้นสุดลง
4. ลากิจต่อเนื่องจากการลาคลอดเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีก 150 วันทำการ โดยไม่ได้รับเงินเดือน
3. การลากิจส่วนตัว
ข้าราชการที่ประสงค์จะลาหยุดราชการ เพื่อทำกิจธุระ รวมทั้งลากิจเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากลาคลอดบุตร
ลาได้ไม่เกิน 45
วันทำการ
แต่ถ้าประสงค์จะลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อต่อไปอีกลาได้ไม่เกิน
150 วันทำการ แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างการลา
หลักเกณฑ์การลา
1.
เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้ หากจำเป็นไม่ สามารถขออนุญาตได้
ให้ระบุเหตุจำเป็นแล้วหยุดราชการไปก่อนก็ได้ แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอำนาจอนุญาตทราบโดยเร็ว
2.
กรณีมีเหตุพิเศษไม่อาจส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาได้
ให้เสนอใบลาพร้อมทั้งเหตุผลความจำ เป็นต่อผู้บังคับบัญชาทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ
3.
ในระหว่างลาหากมีราชการจำเป็นเกิดขึ้น
ผู้บังคับบัญชาจะเรียกตัวมาปฏิบัติราชการก็ได้ ยกเว้นกรณีลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร
ลาวันจันทร์ที่ 29 ก.ย.
ถึงวันอังคารที่ 7 ต.ค.
นับวันลาได้กี่วัน
(7 วัน นับเฉพาะวันทำการ) ลากิจส่วนตัว ต้องยื่นใบลาและได้รับอนุญาตก่อนจึงจะหยุดราชการได้
เว้นแต่มีเหตุจำเป็น สามารถยื่นใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ ลากิจนับเฉพาะ
วันทำการ ปีหนึ่ง ๆ ลาโดยได้รับเงินเดือนไม่เกินปีละ 45 วันทำการ
4. ลาพักผ่อน
มีหลักเกณฑ์ ดังนี้ ปีหนึ่งลาได้
10 วันทำการ
·
ปีใดลาไม่ครบ 10 วันทำการ
สะสมวันลารวมกับปีต่อไป แต่ต้องไม่เกิน 20 วันทำการ
·
ผู้มีอายุราชการเกิน
10 ปี มีสิทธินับวันลาพักผ่อนสะสมรวม ได้ไม่เกิน 30
วันทำการ
·
รับราชการไม่ครบ
6
เดือน ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน
·
ข้าราชการครู
ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน เพราะมีปิดเทอมอยู่แล้ว
หลักเกณฑ์การลา
1.
ส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะหยุดราชการได้
2.
ในระหว่างลาหากมีราชการเกิดขึ้น
ผู้บังคับบัญชาจะเรียกตัวมาปฏิบัติราชการได้
3.
อนุญาตให้ลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้
โดยมิให้เสียหายแก่ราชการ
การนับวันลา ให้นับตาม
ปีงบประมาณ
การนับวัน
ลาป่วย ลากิจ ลาพักผ่อน
. (นับเฉพาะวันทำการ)
มาทำงานสายเวลา 09.45 น.
ลาพักผ่อนได้หรือไม่
..(ลาได้ เพราะการลาครึ่งวันในตอนเช้าหรือบ่าย
ให้นับ เป็นการลาครึ่งวัน ตามประเภทการลานั้น ๆ
..
5. การลาอุปสมบท หรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์
ข้าราชการที่ประสงค์จะลาอุปสมบทหรือไปประกอบพิธีฮัจย์ จะต้องไม่เคยอุปสมบทหรือเคยไปประกอบพิธีฮัจย์มาก่อน
มีสิทธิลาได้ไม่เกิน 120 วัน แต่ต้องรับ ราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
หลักเกณฑ์การลา
1.
ให้เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชา
ยื่นใบลาเสนอก่อนอนุญาต 60 วัน หากกรณีมีเหตุพิเศษ ไม่ อาจเสนอใบลาก่อน 60 วัน
ให้ชี้แจงเหตุผลประกอบการลา
2.
หากได้รับอนุญาตให้ลาได้
จะต้องอุปสมบทภายใน 10 วัน นับแต่วันลาหรือเดินทางไป ประกอบพิธีฮัจย์
3.
จะต้องกลับมารายงานตัวภายใน 5 วัน นับแต่ลาสิกขาบทหรือวันเดินทางกลับถึงประเทศไทย
6.
ลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล
การเข้ารับการตรวจเลือกหมายถึง การเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับราชการเป็นทหารประจำการ
เข้ารับการเตรียมพล หมายถึง เข้ารับการระดมพล เข้ารับการตรวจสอบพล เข้ารับการฝึกวิชาทหาร หรือเข้ารับการตรวจความพรั่งพร้อม
ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร จะลาได้ตามระยะเวลาของภารกิจที่กำหนดไว้ในหมายเรียก
หลักเกณฑ์ในการลา
1.
รายงานผู้บังคับบัญชาก่อนเข้ารับการตรวจเลือกภายใน
48 ชั่วโมง นับแต่วันได้รับหมาย เรียก สำหรับเข้ารับการเตรียมพล
ให้รายงานผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่วันรับหมายเรียก
2.
ให้ลาได้ตามวันเวลาในหมายเรียก
โดยไม่ต้องรอรับคำสั่งอนุญาต
3.
เมื่อพ้นจากการตรวจเลือก/เตรียมพล
ต้องมารายงานตัวภายใน 7 วัน ขยายได้อีก แต่รวมแล้วไม่เกิน 15
วัน
7. การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย
ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาตามลำดับ
จนถึง ปลัดกระทรวง
8. การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ
ผู้ที่จะลาไปทำงานในองค์การระหว่างประเทศ
ต้องรับราชการมาแล้ว
(ไม่น้อยกว่า 5 ปี)
9. ลาติดตามคู่สมรส หมายความว่า
1.
ลาติดตามสามีหรือภรรยา
ซึ่งไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ไม่รวมไปศึกษาต่อ
อบรม ดูงาน
2. ลาได้ไม่เกิน 2 ปี ลาต่อได้อีกไม่เกิน 2 ปี รวมแล้วไม่เกิน 4 ปี หากเกิน 4 ปี ให้ลาออก
การขออนุญาตไปต่างประเทศ มีหลักเกณฑ์ ดังนี้
1.
ระเบียบใหม่ไม่ถือเป็นการลา
เพราะต้องมีการลาประเภทใดประเภทหนึ่งอยู่ก่อนแล้ว จึงขออนุญาตไปต่างประเทศ
2.
ผู้ว่าราชการจังหวัด
ที่มีอาณาเขตติดกับต่างประเทศ อนุญาตให้ข้าราชการในสังกัดไป ประเทศนั้นได้ครั้งหนึ่ง
ไม่เกิน 7 วัน 2543
3.
นายอำเภอ
ที่มีอาณาเขตติดกับต่างประเทศ อนุญาตให้ข้าราชการใน สังกัดไปประเทศนั้นได้ ครั้งหนึ่ง
ไม่เกิน 3 วัน
ลาบ่อย หรือ มาทำงานสายเนือง ๆ
1.
ลาบ่อย ปฏิบัติงานสถานศึกษาต้องไม่ลา เกิน 6 ครั้ง สำนักงาน เกิน 8 ครั้ง
2.
มาทำงานสายเนืองๆ ปฏิบัติงานสถานศึกษาต้องไม่ลา เกิน 8 ครั้ง
สำนักงาน เกิน 9 ครั้ง
ผู้อนุญาตการลาของข้าราชการในสถานศึกษาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
|
ผู้อนุญาต |
ผู้ลา |
ประเภทการลา |
|||
|
วันอนุญาตครั้งหนึ่งไม่เกิน |
ลาคลอด |
ลาพักผ่อน |
|||
|
ลาป่วย |
ลากิจส่วนตัว |
||||
|
ผอ.เขตพื้นที่ ผอ.รร. , อาจารย์ใหญ่ ,หัวหน้าสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นในระดับเดียวกัน |
ข้าราการในสถานศึกษา ทุกตำแหน่งในสังกัด |
60 |
30 |
+ |
+ |
|
ครูใหญ่ หัวหน้าสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นในระดับเดียวกัน |
ข้าราการในสถานศึกษา ทุกตำแหน่งในสังกัด |
60 |
30 |
+ |
+ |
2.ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ
พ.ศ.2526
หนังสือราชการ มี
(6 ชนิด)
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทับตรา
4. หนังสือสั่งการ ได้แก่
.(คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ)
5. หนังสือประชาสัมพันธ์
..(ประกาศ แถลงการณ์ ข่าว)
6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ
1. หนังภายนอก คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีการ
ใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการ
หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือมีถึงบุคคลภายนอก
2. หนังสือภายใน คือ หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก
เป็นหนังสือติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน ใช้กระดาษบันทึกข้อความ
3.
หนังสือประทับตรา คือ หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นป
โดยให้หัวหน้าส่วนราชการ ระดับกองหรือผู้ได้รับมอบหมาย
เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับ ใช้ในกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ได้แก่ การขอรายละเอียดเพิ่มเติม
การสำเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร การตอบรับทราบที่ไม่เกี่ยวกับราชการสำคัญ
หรือการเงิน การแจ้งผลงานที่ดำเนินการไปแล้ว การเตือนเรื่องที่ค้าง เรื่องหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนดโดยทำเป็นคำสั่ง
4.
หนังสือสั่งการ ได้แก่
.(คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ)
4.1 คำสั่ง คือ
บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย)
4.2 ระเบียบ คือ
บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ
4.3
ข้อบังคับ คือ
บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้
5. หนังสือประชาสัมพันธ์ มี 3 ชนิด ได้แก่
1. ประกาศ - เพื่อประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ
2. แถลงการณ์ - เพื่อทำความเข้าใจ
3. ข่าว - เผยแพร่ให้ทราบ
6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้ในราชการ มี 4 ชนิด ได้แก่
1.หนังสือรับรอง
2. รายงานการประชุม
3. บันทึก
4. หนังสืออื่น
รายงานการประชุม เรียงลำดับดังนี้
ชั้นความเร็ว
มี 3 ระดับ คือ
1.
ด่วนที่สุด
(ปฏิบัติในทันที)
2.
ด่วนมาก
. (ปฏิบัติโดยเร็ว)
3.
ด่วน
.. (ปฏิบัติเร็วกว่าปกติ)
เรื่องราชการที่จะดำเนินการหรือสั่งการด้วยหนังสือไม่ทัน
ให้ส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรเลข โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร ให้ผู้รับปฏิบัติเช่นเดียวกับได้รับหนังสือ
ในกรณีที่ต้องยืนยันเป็นหนังสือ ให้ทำหนังสือยืนยันไปทันที
การส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสารซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้ง
ให้ผู้ส่งและผู้รับบันทึกข้อความไว้เป็นหลักฐาน สำเนาคู่ฉบับ ให้ลงชื่อ
ผู้ร่าง
ผู้พิมพ์ - ผู้ตรวจ (ไม่มี
.ผู้ทาน
อายุการเก็บหนังสือ
ปกติให้เก็บไม่น้อยกว่า
..(10 ปี) เว้นแต่
หนังสือที่ปฏิบัติงานเสร็จสิ้น
แล้ว และเป็น คู่สำเนาที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จากที่อื่น (ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า
5 ปี)
หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดา
ปกติให้เก็บไว้
.(1 ปี)
การสำรวจหนังสือที่ครบกำหนดอายุการเก็บ
เพื่อจัดทำบัญชีขอทำลาย
ดำเนินการภายในกี่วัน
..(60 วัน
หลังจากวันสิ้นปีปฏิทิน)
ถ้าหนังสือที่เป็นเอกสารสิทธิตามกฎหมาย หรือหนังสือสำคัญที่แสดง เอกสารสิทธิ
สูญหาย ให้ดำเนินการแจ้งความต่อ
..(พนักงานสอบสวน)
หนังสือเวียน = หนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมากมีใจความอย่างเดียวกันให้เพิ่มตัวพยัญชนะ
ว
การเก็บหนังสือ
ได้แก่การเก็บระหว่างปฏิบัติ
·
การเก็บเมื่อปฏิบัติเสร็จแล้ว
·
การเก็บไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ
ผู้ลงนามรับรองหนังสือราชการที่เป็นเจ้าของเรื่องตำแหน่งระดับใด
.(ระดับ
2)
ผู้ทำรายละเอียดการขอทำลายหนังสือราชการคือใคร
.(เจ้าหน้าที่ธุระการ)
คำขึ้นต้น คำลงท้าย ในหนังสือราชการ
|
ผู้รับหนังสือ |
คำขึ้นต้น |
คำลงท้าย |
|
1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2. พระบรมราชินีนาท |
ขอเดชะฝ่าละออง
ธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า
ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอเดชะฝ่าละออง
ธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า
.ขอพระราชทานพระราชวโรกาสกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท
ขอเดชะ |
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดระหม่อม
ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า
ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดระหม่อม
ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า
|
|
1. สมเด็จพระบรมราชชนนี 2. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช 3. สมเด็จพระราชกุมารี |
ขอพระราชทานกราบทูล
ทราบฝ่าพระบาท |
ควรมิควรแล้วแต่จะทรง พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า |
|
4. พระเจ้าวรวงศ์เธอ |
กราบทูล
ทราบฝ่าพระบาท |
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด |
|
1.
นายกรัฐมนตรี |
กราบเรียน |
ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง |
|
พระภิกษุสงฆ์ทั่วไป |
นมัสการ |
ขอนมัสการด้วยความเคารพ |
3.
ระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดแห่งชาติ พ.ศ. 2517
การรักษาความปลอดภัย หมายถึง
มาตรการที่กำหนดขึ้น ตลอดจนการดำเนินการทั้งปวงเพื่อพิทักษ์รักษา
และคุ้มครองป้องกันสิ่งอันเป็นความลับของทางราชการ
ข้าราชการ ส่วนราชการ และทรัพย์ของแผ่นดิน
ให้พ้นจากการรั่วไหล การจารกรรม การก่อวินาศกรรม การบ่อนทำลาย อันส่งผลต่อ
ความั่นคง
ของประเทศ
จารกรรม - เพื่อให้ล่วงรู้
ก่อวินาศกรรม - เพื่อทำลาย
บ่อนทำลาย
- ทำให้แตกแยก
ความมุ่งหมาย
1. เพื่อกำหนดหลักการขั้นพื้นฐาน
และหลักการในการรักษาความปลอดภัยให้แก่ราชการ
2.
เพื่อพิทักษ์รักษาและป้องกันสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการไม่ให้รั่วไหลหรือรู้
หรือตกไปอยู่กับบุคคลผู้ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะต้องทราบ
3. ป้องกันการจารกรรม ทั้งจากบุคคลภายในและภายนอกวงราชการ
4. พิทักษ์รักษาและป้องกันการก่อวินาศกรรมแก่บุคคล สิ่งของ อุปกรณ์ อาคารสถานที่
5. ป้องกันการบ่อนทำลายอันเป็นการกระทบกระเทือนความสามัคคี
หรือความมั่นคงของชาติ
ประเภทและความรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย
มี 3 ประเภท
คือ
1.
การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับบุคคล
2.
การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับเอกสาร
3. การรักษาความปลอดภัยเกี่ยวกับสถานที่
องค์การรักษาความปลอดภัย
1.
กรมประมวลข่าวกลาง สำนักนายกรัฐมนตรี
2.
ศูนย์รักษาความปลอดภัย กระทรวงกลาโหม
ชั้นความลับ
ชั้นความลับของทางราชการ มี 3 ชั้น(ปรับปรุง ไม่มีปกปิด) คือ
1. ลับที่สุด
ลับที่สุด ได้แก่
ความลับที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุ หรือบุคคล ผู้กำหนดชั้นความ ลับที่สุด
คือ - อธิบดี - หัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงกับปลัดกระทรวง
หัวหน้าคณะทูต - ผู้บัญชาการตำรวจ
ตัวอย่างลับที่สุด ได้แก่
1. นโยบาย หรือแผนการที่สำคัญยิ่งของชาติ
ซึ่งถ้าเปิดเผยก่อนเวลาอันสมควร จะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ประเทศชาติ
2. เอกสารทางการเมืองที่สำคัญยิ่งเกี่ยวกับความมั่นคง
3.
การดำเนินการเกี่ยวกับความตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญยิ่ง
4. แผนยุทธศาสตร์
รวมทั้งรายละเอียดทางเอกสารทั้งมวลที่เกี่ยวกับการดำเนินการสงคราม
5. เอกสารทั้งมวลที่เกี่ยวกับแผนการทำสงครามหรือแผนการป้องกันประเทศ
เช่น
5.1 ข้อมูลในการวางแผนและสมมุติฐาน
5.2 การประมาณการข่าวกรองเกี่ยวกับขีดความสามารถของข้าศึก
5.3 การประกอบกำลัง การวางกำลัง
และการพัฒนาเพื่อการสงคราม
5.4 แผนการระดมพลและการแผนการระดมนสรรพกำลัง
5.5
ความต้องการทรัพยากรสนับสนุน เพื่อการสงคราม
6. แผนยุทธการ
7.
ความลับเกี่ยวกับพัฒนาการที่สำคัญยิ่งทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
เพื่อประโยชน์ทางทหาร
8.
เทคนิคที่ต้องอาศัยความชำนาญทางยุทธวิธี หรือวิธีปฏิบัติ
9. ประมวลความลับ
10. ความลับ
11. คำสั่ง
2. ลับมาก
ลับมาก ได้แก่ ความลับที่มีความสำคัญมาก เกี่ยวกับข่าวสาร
วัตถุ หรือบุคคล
ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ทราบ
จะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง
ความปลอดภัยของประเทศชาติหรือพันธมิตร หรือความสงบเรียบร้อยในราชอาณาจักร
ผู้กำหนดชั้นความ ลับมาก ได้แก่ - หัวหน้ากอง ผู้บังคับการกรม - ผู้บังคับหมวดเรือ ผู้บังคับการกองบิน
ตัวอย่างชั้นความลับ ได้แก่
.
1. แผน โครงการ รายงาน ข้อตกลง หรือการเจรจาข้อตกลง
เช่น
1.1
แผนการปราบปรามผู้ก่อการร้าย
1.2
การตรากฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรต่าง ๆ
1.3
การเจรจาข้อตกลงที่สำคัญกับต่างประเทศ
1.4
รายงานพฤติการของบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ
1.5
รายงานเสนอการแต่งตั้ง ถอดถอนหรือโยกย้ายข้าราชการในตำแหน่งที่สำคัญมาก
2.
รายงานที่จะก่อให้เกิดผลร้ายทางขวัญหรืออาจจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติทางทหารที่สำคัญ เช่น
2.1
การขาดแคลนยุทโธปกรณ์ที่สำคัญ
2.2
การสูญเสียกำลังพลในการรบที่สำคัญ
2.3
การปฏิบัติที่ได้ผลของข้าศึก
3. แผนการสงคราม หรือแผนการยุทธ
หรือแผนการทหารใด ๆ
4.
ความลับที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่สำคัญทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
5.
เทคนิคที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ
6. ข่าวสารเฉพาะเรื่อง
3. ลับ
ลับ ได้แก่
ความลับที่มีความสำคัญเกี่ยวกับ ข่าวสาร วัตถุหรือบุคคล
ผู้กำหนดชั้นความลับ คือ- หัวหน้าแผนก
ตัวอย่างชั้นความลับ ได้แก่
1. การดำเนินการเกี่ยวกับการตรากฎหมายที่สำคัญ
2.
การดำเนินการที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม
หรือล้มเลิกส่วนราชการหรือตำแหน่งของทางราชการที่สำคัญ
3.
ระเบียบวาระการประชุมลับ
4.
ประกาศหรือคำสั่งที่สำคัญที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ
5.
เอกสารเกี่ยวกับการจัดหา การคัดเลือก การสอบ การบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนหรือลดตำแหน่ง
การโยกย้าย การปลด การพิจารณาทัณฑ์บน
มาตรการรักษาความปลอดภัยแก่สถานที่ราชการ
1.
เครื่องกีดขวาง
2.
การให้แสงสว่าง
3.
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
4.
การควบคุมบุคคลและยานพาหนะ
5.
กำหนดเขตพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัย
6.
มาตรการป้องกันอัคคีภัย
แบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัย มี 4 แบบ ดังนี้
- สีเหลือง
= ลับที่สุด รปภ . 8
- สีแดง
= ลับมาก รปภ. 9
- สีน้ำเงิน
= ลับ รปภ. 10
4.
กฎสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการแต่งกายข้าราชการ
เครื่องแบบข้าราชการโดยทั่วไป
มี 2 ชนิด คือ
1. เครื่องแบบปฏิบัติราชการ มี 2 ประเภท คือ
ก. เครื่องแบบสีกากีคอพับ
ข. เครื่องแบบสีกากีคอแบะ
2. เครื่องแบบพิธีการ มี 5 ประเภท คือ
ก. เครื่องแบบปกติขาว
ข. เครื่องแบบปกติกากีคอตั้ง
ค. เครื่องแบบครึ่งยศ
ง. เครื่องแบบเต็มยศ
จ. เครื่องแบบสโมสร
เครื่องแบบปกติขาว ประกอบด้วย
1. หมวดทรงหม้อตาล สีขาว
2. เสื้อ กางเกง และ กระโปรง แบบราชการสีขาว
3. รองเท้าหุ้มส้นหนัง สีดำ ถุงเท้าสีดำ
เครื่องแบบปกติกากีคอตั้ง
ลักษณะและส่วนประกอบเช่นเดียวกับเครื่องแบบปกติสีขาว
เว้นแต่สีของผ้าพันหมวกหมอนสักหลาดสำหรับเป็นครุฑพ่าห์ เสื้อ กระโปรง กางเกง ประเภทสีกากี
เครื่องแบบครึ่งยศ
1. ลักษณะและส่วนประกอบเช่นเดียวกับเครื่องแบบปกติสีขาว
2.
เว้นแต่กางเกงหรือกระโปรงให้ใช้ผ่าสักหลาด หรือผ้าเสร์จสีดำ
3.
ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์
เครื่องแบบเต็มยศ
1.
ลักษณะและส่วนประกอบเช่นเดียวกับเครื่องครึ่งยศ
2. สมสายสะพาย
เครื่องแบบสโมสร
เครื่องแบบสโมสรสำหรับข้าราชการ มี
3 แบบ คือ
1.
เครื่องแบบสโมสร ก ลักษณะและส่วนประกอบเช่นเดียวกับเครื่องแบบเต็มยศ
2. เครื่องแบบสโมสร ข ลักษณะและส่วนประกอบเช่นเดียวกับเครื่องแบบสโมสร ก
เว้นแต่เสื้อให้ใช้เสื้อสโมสรสีขาว
3.
เครื่องแบบสโมสร ค ลักษณะและส่วนประกอบเช่นเดียวกับเครื่องแบบสโมสร ข
เว้นแต่เสื้อเชิ้ตอกแข็งให้ใช้เสื้ออกอ่อนสีขาว
สำหรับข้าราชการหญิงให้แต่งตามสมัยนิยม
อินทรธนู
อินทรธนูแข็ง ขนาดกว้าง 4 เซนติเมตร ยาวตามบ่า พื้นสักหลาดสีดำ ด้านคอปลายมนติดดุมโลหะสีทองตราครุฑพ่าห์ขนาดเล็ก
1. รัฐมนตรี ปักดิ้นสีทอง ลายช่อชัยพฤกษ์ เต็มแผ่นอินทรธนู
2. ข้าราชการ ระดับ 7 ขึ้นไป (ชั้นพิเศษ) มีแถบสีกว้าง 7 เซนติเมตร
ปักช่อชัยพฤกษ์ยาวตลอด
3. ข้าราชการ ระดับ 5 และ 6 มีแถบสีกว้าง 1 เซนติเมตร มีดอก 3 ดอก ยาว 3 ใน 4
ส่วนของอินทรธนู
4. ข้าราชการ ระดับ 2 มีแถบสีกว้าง 1 เซนติเมตร มีดอก 1 ดอก ยาว 1 ใน 4
ส่วนของอินทรธนู
5. ข้าราชการ ระดับ 1 มีแถบสีกว้าง 5 มิลิเมตร เป็นขอบ
ป้ายชื่อและตำแหน่ง
มีขนาด 2.5 x 7.5 เซนติเมตร แสดงชื่อตัว ชื่อสกุล และชื่อตำแหน่ง ติดที่อกเสื้อเหนือกระเป๋า ด้านขวา
เข็มขัด
ทำด้วยด้ายถักสีกากี กว้าง 3 เซนติเมตร หัวเข็มขัดทำด้วยโลหะสีทองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าทางนอน
ปลายมน ขนาด 3.5 x 5 เซ็นติเมตร
มีรูปครุฑดุนนูนอยู่กกลางหัวเข็มขัด ไม่มีเข็มสำหรับสอดรู
ปลายเข็มขัดหุ้มด้วยโลหะสีทองกว้าง 1 เซ็นติเมตร
รองเท้าถุงเท้ารองเท้า หุ้มส้นสีดำ หรือสีน้ำตาลสีเดียวกับรองเท้า
เครื่องหมายรูปเสมาธรรมจักร ติดที่ปกเสื้อทั้ง
2 ข้าง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
ติดที่อกเสื้อเหนือกระเป๋าด้านซ้าย