การปฏิรูประบบราชการ:การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่
|
ความเป็นมาของการปฏิรูปราชการเพื่อความอยู่รอดของไทย
1.
ทำไมต้องปฏิรูประบบราชการ? (เหตุผล)
- ระบบราชการ สังคมไทย มีปัญหา
- ภาคราชการล้มเหลว (Government Failure)
- เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้ผล
2. การปฏิรูปราชการคืออะไร? (ความหมาย) เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบราชการอย่างขนานใหญ่
ในประเด็น
- การปฏิรูปบทบาทหน้าที่และโครงสร้างอำนาจ - การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร
- การปฏิรูประบบและวิธีการทำงาน -การปฏิรูประบบการเงินและงบประมาณ
- การปฏิรูประบบบริหารงานบุคคล - การปฏิรูปวัฒนธรรมและค่านิยมของข้าราชการ
3.
ปฏิรูปราชการเพื่ออะไร? (จุดประสงค์)
- เพื่อให้ราชการเป็นกลไกและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล
-เพื่อเสริมสร้างสมรรถนของประเทศในการแข่งขันของเวทีระดับโลก
-เพื่อสร้างความโปร่งใส ตรงไปตรงมาในการปฏิบัติราชการ
-เพื่อให้ข้าราชการประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถ
-เพื่อสร้างวัฒนธรรมและคุณค่าใหม่ในวงราชการ
4.
ราชการจะเป็นอย่างไรหากปฏิรูปแล้ว? (ความตาดหวัง/ผลลัพธ์)
-เป็นราชการที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลและคุ้มค่าภาษีของประชาชน
-เป็นราชการที่ซื่อตรง และโปร่งใส -เป็นราชการที่มีความรับผิดชอบ
-เป็นราชการที่มีความแน่นอน คงเส้นคงวา - เป็นราชการที่เข้าใจง่าย และเพื่อประชาชน
-เป็นราชการที่มีความมั่นคง กล้าหาญเข้มแข็งยืดหยัดเคียงข้างประชาชน
-เป็นราชการที่ได้รับความไว้วางใจเชื่อถือจากประชาชน
5.
จะปฏิรูปราชการอย่างไร?(วิธีการ)
· การปรับปรุงบทบาทของภาครัฐ
-ทบทวนภารกิจ ทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและทำได้ดี
-ปรับปรุงโครงสร้างอำนาจหน้าที่รัฐบาล ครม. รมต. ข้าราชการประจำ
· การปรับปรุงระบบบริหาร
-พัฒนาระบบบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ -ปรับปรุงระบบงบประมาณเพื่อเน้นผลลัพธ์
-ปรับปรุงระบบงานบุคคลภาครัฐ -ปรับปรุงงานพัสดุ
-ปรับปรุงระบบงานสารบรรณ - ปรับปรุงงานกฎหมาย
- ปรับปรุงระบบการตรวจสอบ
· การปรับปรุงโครงสร้าง
- แยกงานปฏิบัติออกจากงานโยบาย
-กำหนดความสัมพันธ์ส่วนกลางกับท้องถิ่นให้ชัดเจน
-กำหนดความสัมพันธ์หน่วยงานปกติกับหน่วยงานพิเศษให้ชัดเจน
-สร้างรูปแบบองค์การให้หลากหลายมากขึ้น
· การปรับปรุงกลไกและหลักเกณฑ์
-มีกฎเกณฑ์ไม่หยุมหยิม ลงรายละเอียด - มีตัวชี้วัดการดำเนินงาน
-มีระบบที่เอื้อให้ผู้บริหารมีอิสระในการบริหาร
-มีระบบการรายงานที่ดีเพื่อเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณอย่างต่อเนื่อง
· การปรับปรุงระบบข้าราชการ
- พัฒนาข้าราชการให้เป็นมืออาชีพ - พัฒนาข้าราชการให้มีคุณภาพและคุณธรรม
- พัฒนาระบบนักบริหารระดับสูง -มีข้าราชการในจำนวนที่เหมาะสม
- มีระบบการบริหารบุคคลที่เสมอภาคกับอาชีพอื่นในสังคม
· การปรับปรุงวัฒนธรรมและค่านิยมระบบราชการ
-เน้นความสุจริต ความสามารถและผลงาน -ดำรงชีพด้วยความพอดี
-สร้างวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เอื้อต่อการกล้าคิด กล้าทำใหม่ สร้างสรรค์
-การนำเทคโนลยีมาใช้ให้เหมาะสมทันสมัยพัฒนาระบบฐานข้อมูลเครือข่ายใช้ร่วมกัน
6.
ใครจะต้องมีส่วนร่วมในการปฏิรูประบบราชการ?
-รัฐบาล (เป็นหลัก) -ราชการ(เป็นหลัก)
- เอกชน -ประชาชน (สนับสนุน กำกับ เร่งรัด)
แผนปฎิรูประบบบริหารภาครัฐ
แผนปฎิรูประบบบริหารภาครัฐ: เป็นแผนแม่บทการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2540-2544 เพื่อเป็นกรอบทิศทางในการปฏิรูประบบราชการด้านต่างๆโดยกำหนดแผนงานหรือรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ออกเป็น 5 แผนงาน(ด้าน)
ด้านที่ 1 แผนการปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจและวิธีการบริหารงานภาครัฐ
ด้านที่ 2 แผนการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณเป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน
ด้านที่ 3 แผนงานปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคคล
ด้านที่ 4 แผนการปรับเปลี่ยนกฎหมาย
ด้านที่ 5 แผนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมค่านิยม
ความหมายของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ หมายถึงการบริหารงานที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ ( RESULTS) โดยมีตัวชี้วัด ( INDICATORS) ที่เป็นรูปธรรม
ผลสัมฤทธ์(Results) = ผลผลิต ( Output) + ผลลัพธ์ (Outcomes)
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์อาจอธิบายอีกแบบหนึ่งว่าเป็นการจัดหาให้ได้ทรัพยากรมาอย่างประหยัด ( Economy) การบริหารทรัพยากรมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และการได้ผลงานที่บรรลุเป้าหมายขององค์การ ( Effectiveness)
เทคนิคที่เกี่ยวข้องกับการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ได้แก่
1. การวัดผลการปฏิบัติงาน( Performance Measurement)
2. การเทียบงาน( Benchmarking)
3. คุณภาพการให้บริการ ( Service Quality)
4. การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน ( Performance Auditing)
5. การประเมินโครงการ (Project Evaluation)
6. การมอบอำนาจและให้อิสระในการทำงาน
7. การวางแผนองค์กรและแผนกลยุทธ
8. การทำสัญญาผลการปฏิบัติงาน
1. มีพันธกิจ วัตถุประสงค์ขององค์การชัดเจนมีเป้าหมายเป็นรูปธรรมโดยเน้นที่ผลผลิตและผลลัพธ์
2. ผู้บริหารทุกระดับมีเป้าหมายที่ชัดเจน
3. เป้าหมายวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีตัวชี้วัดที่สามารถวัดได้
4. การตัดสินใจจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานจะพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก
5. เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้จักรับผิดชอบต่อผลงานที่ได้กำหนดไว้ตามกำลังความสามารถ
6. มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจการบริหารเงิน การบริหารคนสู่หน่วยงานระดับล่าง เพื่อให้สามารถทำงานบรรลุผลอย่างเหมาะสม
7. มีระบบสนับสนุนการทำงาน เรื่องระเบียบการปฏิบัติงานสถานที่อุปกรณ์ในการทำงาน
ชุดวิชาที่
3 : การบริการประชาชนสู่ความเป็นเลิศ
1. ความเสมอภาค ความรวดเร็ว ความเป็นธรรมเป็นมิติสำคัญที่ประชาชนคาดหวังที่จะได้รับจากบริการภาครัฐ
2. คุณภาพเป็นหัวใจของการให้บริการของทุกหน่วยงาน การทำงานหรือการให้บริการทั้งหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนในปัจจุบันและอนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเน้นที่คุณภาพการให้บริการหรือคุณภาพของผลผลิต
ลักษณะของหน่วยงานราชการที่บริการสู่ความเป็นเลิศ
1. ระบบราชการสัมพันธ์ที่ดี
2. หน่วยงานมีการรณรงค์และปลูกฝังจิตสำนึกต่อการให้บริการที่ดีเยี่ยมแก่ประชาชน
3. มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบบริหาร
4. หน่วยงานตระหนักว่าการปฏิบัติงานใดๆที่เกิดขึ้นในหน่วยงาน ล้วนมีผลกระทบต่องานบริการประชาชนเสมอ
5. หน่วยงานเหล่านี้สามารถบริหารระบบงานเพื่อให้มาตรฐานการให้บริการที่วางไว้สูงนั้นเป็นจริงได้
6. มีการฝึกอบรมให้ทั้งระดับหัวหน้างานและผู้ปฏิบัติงาน
7. มีการกำหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
8. มีระบบการจูงใจและให้กำลังใจข้าราชการที่ให้บริการได้ดีเด่น
9. มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานในเชิงปริมาณ
10. มีกลไกภายในองค์กรที่ช่วยเกื้อหนุนให้เกิดค่านิยมด้านการให้บริการที่ดีแก่ประชาชน
ชุดวิชาที่4 : วัฒนธรรมและค่านิยมใหม่ในการทำงานเพื่อประชาชน
ความสำคัญ
เพื่อเสริมสร้างให้ระบบราชการมรสมรรถนะสูงในการเป็นกลไกการบริหารและจัดการประเทศให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ เป็นระบบราชการที่มีคุณภาพและคุณธรรม มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน เจ้าหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีวัฒนธรรมและค่านิยมใหม่ในการทำงานที่สอดคล้องกับลักษณะที่คาดหวังไว้ในวิสัยทัศน์ของแผนปฎิรูประบบบริหารภาครัฐ ดังต่อไปนี้
วิสัยทัศน์ของแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ :วัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงานที่คาดหวัง
ระบบบริหารภาครัฐจะต้องมีลักษณะที่พึงคาดหวังอันเป็นจุดมุ่งหมาย ดังต่อไปนี้
1) เป็นระบบที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนและประเทศชาติ
2) เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน
3) เป็นระบบที่มีความรับผิดชอบและเป็นที่พึงของประชาชน
4) เป็นระบบที่เข้มแข็ง ทนทานต่ออุปสรรคกล้าหาญต่อสู้เพื่อคุณธรรม มีเกียรติภูมิและมีศักดิ์ศรี
5) เป็นระบบที่ทันสมัย ทันโลก ทันการณ์
6) เป็นระบบที่มีวัฒนธรรมที่มุ่งความเป็นเลิศของงาน
เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ แผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ ซึ่งมี 5 แผนงานหลัก จึงครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบวิธีการทำงานและการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนี้
แผนที่ 1 แผนการปรับเปลี่ยนบทบาทภารกิจ วิธีการบริหารงานของภาครัฐ
แผนที่ 2 แผนการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณ การเงินและพัสดุ
แผนที่ 3 แผนการปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคคล
แผนที่ 4 แผนการปรับเปลี่ยนกฎหมาย
แผนที่ 5 แผนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยม
โดยแผนที่ 1-4 มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนระบบวิธีการทำงาน และแผนงานที่ 5 มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติและพฤติกรรมในการทำงานของข้าราชการ
หมายถึง ค่านิยมที่พึงประสงค์สำหรับการยึดถือปฏิบัติในการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐในปัจจุบัน
ค่านิยมสร้างสรรค์ของเจ้าหน้าที่รัฐประกอบไปด้วย 5 ประการ ได้แก่
1) กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง 2)ซื่อสัตย์และมีความรับผิดชอบ
3)โปร่งใสตรวจสอบได้ 4)ไม่เลือกปฏิบัติ
5)มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน
ความหมาย จรรยาบรรณวิชาชีพเป็นมาตรฐานความประพฤติและวิจารญาณทางศิลธรรมและวิชาชีพ
จรรยาบรรณวิชาชีพข้าราชการตามข้อบังคับ ก.พ. ว่าด้วยจรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2537 ประกอบไปด้วย 4 ด้าน 15 ประการดังนี้
1. จรรยาบรรณต่อตนเอง
1) มีศิลธรรม และประพฤติตนเหมาะสมกับการเป็นข้าราชการ
2) ใช้วิชาชีพในการปฎิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์
3) มีทัศนคติที่ดีและพัฒนาตนเอง
2. จรรยาบรรณต่อหน่วยงาน
4) ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความสุจริตเสมอภาคและปราศจากอคติ
5) ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มความสามารถ รวดเร็ว ขยันหมั่นเพียรและถูกต้อง
6) ตรงต่อเวลา ใช้เวลาราชการให้เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ
7) ดูแลรักษาและใช้ทรัพย์สินของทางราชการอย่างประหยัด คุ้มค่า
3. จรรยาบรรณต่อผู้บังคับบัญชา ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน
8) มีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน
9) ผู้บังคับบัญชาพึงพอใจ เอาใจใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาในด้านการปฏิบัติงาน ขวัญ กำลังใจ
สวัสดิการ และรับฟังความคิดเห็นของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา
10) ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในทางที่ชอบ
11) ปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานด้วยความสุภาพ มีน้ำใจและมนุษยสัมพันธ์อันดี
12) ละเว้นจากการนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
4. จรรยาบรรณต่อประชาชนและสังคม
13) ให้ความเป็นธรรม เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ สุภาพ อ่อนโยน
14) ประพฤติตนให้เป็นที่เชื่อถือของบุคคลทั่วไป
15) ละเว้นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดซึ่งมีมูลค่าเกินปกติวิสัยที่วิญญูชนจะให้กันโดยเสน่หาจากผู้มาติดต่อราชการ หรือผู้ซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการนั้น
1) การใช้มาตรการยกย่องให้รางวัล 2)วิธีการเป็นแบบอย่าง
3)สร้างความรู้และทัศนคติ 4)วิธีการตั้งชมรมสร้างเครือข่าย
5)วิธีการควบคุมจากภายในและภายนอก 6)การจัดกิจกรรมรณรงค์
7)วิธีการประชาสัมพันธ์ 8)วิธีการศึกษาดูงาน
ชุดวิชาที่
5 : ระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
ความหมาย เป็นระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี หมายถึงแนวทางในการจัดระเบียบ เพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรมตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
หลักการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
1) หลักนิติธรรม 2) หลักคุณธรรม 3) หลักความโปร่งใส
4) หลักความมีส่วนร่วม 5)หลักความรับผิดชอบ 6)หลักความคุ้มค่า
ทั้งนี้หลักแต่ละหลักจำเป็นจะต้องร่วมมือกันปฏิบัติทุกภาคในสังคมและการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ภาคต่างๆ ในสังคม อันหมายถึง
1)ภาครัฐ 2) ภาคธุรกิจเอกชน 3) ภาคประชาชน
แนวปฏิบัติที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อเพื่อจะให้เกิดกลไกการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
1) สร้างความตระหนักร่วมกันในสังคมเพื่อให้เกิดกระบวนการสร้างสรรค์ค์กลไกการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
2) ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆที่จำเป็นต้องดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งดำเนินการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
3) เร่งรัดให้เกิดการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงการบริหารภาครัฐอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูประบบราชการและปฏิรูปการศึกษา
4) เร่งรัดแก้ไขปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน
5) เร่งรัดสร้างมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ
ลักษณะขององค์กรหน่วยงานของรัฐภายใต้ระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
1) เน้นพันธกิจ เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของหน่วยงานภาครัฐ มีการกำหนดผลผลิตและผลลัพธ์ รวมถึงตัวชี้วัดผลการดำเนินงานที่ชัดเจน
2) มีการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานภาครัฐจนถึงหน่วยปฏิบัติ
3) เพิ่มขอบเขตความครอบคลุมของงบประมาณ
4) มีการวางแผนงบประมาณล่วงหน้าระยะปานกลางอย่างเป็นระบบ
5) มีระบบการจัดการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้
ชุดวิชาที่
6:
การจัดระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน
การบริหารงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (Performance- based budgeting: pbb) หมายถึง ระบบงบประมาณที่ให้ความสำคัญกับการกำหนดพันธกิจขององค์กรเป้าหมายและวัตถุประสงค์ กลยุทธ์ แผนงาน งาน/โครงการอย่างเป็นระบบ มีการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อวัดผลสำเร็จของงาน เป็นระบบที่เชื่อมโยงการบริหารจัดการทรัพยากร การเงินและพัสดุ ที่สะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จของงานหรือพันธกิจต่างๆขององค์กรหรือของรัฐภายใต้ระบบการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
ความเป็นมา
จากภาวะวิกฤติด้านต่างๆ
ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม เศรษฐกิจ หรือการเมืองในปัจจุบัน
ซึ่งรวมไปถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงในอีกหลายๆ ด้าน ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาวการณ์ดังกล่าว
แนวคิดการนำรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ ที่เรียกว่า
การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Management
for Results) คือ การบริหารที่เน้นผลสัมฤทธิ์ (Result) ที่เป็นรูปธรรม แสดงความคุ่มค่าในการทำงาน ใช้แสดงผลงานต่อสาธารณะและ
เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ดีขึ้น
เป็นแนวคิดที่รัฐบาลได้นำมาใช้ในการปฏิรูประบบบริหารภาครัฐ
โดยเฉพาะการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบบริหารแบบมุ่งเน้นผลงาน
ตามแผนการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณการเงินและการพัสดุ
ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนการปรับเปลี่ยนภาครัฐ ครอบคลุม 5 ด้าน คือ
1.
แผนการปรับเปลี่ยนบทบาท ภารกิจและวิธีการบริหารงานภาครัฐ
2. แผนการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณการเงินและการพัสดุ
3. แผนการปรับเปลี่ยนระบบบริหารบุคคล
4. แผนการปรับเปลี่ยนกฎหมาย
5. แผนการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมและค่านิยม
จุดอ่อนของระบบงบประมาณแบบแผนงาน/โครงการ (PPBS)
1. ระบบการจัดการงบประมาณในปัจจุบัน
ให้ความสำคัญกับเรื่องปัจจัยนำเข้า (Input) มากกว่าผลผลิต (Output)
2. เน้นการควบคุม (Control) มากกว่าผลการดำเนินงาน(Performance)
3. มีการควบคุมการจัดสรรงบประมาณอย่างเข้มงวด
หน่วยงานทุกระดับเคร่งครัดในการเบิกจ่าย
4. ขาดการเชื่อใยงระหว่างนโยบาย จุดหมายและผลของการดำเนินงาน
5. งบประมาณถูกแยกออกเป็นส่วนๆ ทำให้มองภาพรวมได้ไม่ชัดเจน
6. ไม่ก่อให้เกิดการประหยัดในการใช้งบประมาณ
เนื่องหากมีงบประมาณเหลือจ่ายในแต่ละปี งบประมาณดังกล่าวจะต้องถูกส่งคืน
ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน เป็นระบบงบประมาณที่แสดงความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรที่ใช้ไปกับผลตอบแทนที่จะได้รับ โดยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างส่วนที่เพิ่มในงบประมาณกับส่วนที่เพิ่มในผลผลิตหรือผลลัพธ์ ซึ่งการนำระบบงบประมาณลักษณะนี้มาใช้นั้น ก่อนใช้ต้องมีความเชื่อพื้นฐานว่า ถ้าใช้ระบบงบประมาณป็นเงื่อนไขในการบริหารจัดการ โดยให้มุ่งเน้นผลงาน ส่งเสริมให้เกิดผลงาน ก็จะทำให้ผู้บริหารของหน่วยงานนำทีมงานปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จตามนโยบายของหน่วยงาน การจัดการงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานจะให้ความสำคัญกับผลผลิต(outputs)และผลลัพธ์(outcomes)ของการดำเนินงาน โดยผลผลิตที่เกิดขึ้นจะต้องมีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ และผลลัพธ์จะต้องมีความสอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาล โดยการให้อำนาจผู้บริหารของหน่วยงานในการตัดสินใจและมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการใช้จ่ายงบประมาณ การจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน จะมุ่งเน้นเรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงาน ซึ่งประสิทธิภาพนั้นจะพิจารณาผลที่ได้รับจากการดำเนินงานเทียบกับทรัพยากรที่ใช้ไป การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องได้ผลผลิตที่มากที่สุดโดยใช้ทรัพยากรที่น้อยที่สุด ส่วนประสิทธิผลนั้นมุ่งเน้นว่าจะได้ผลตามที่ต้องการ ซึ่งกำหนดไว้ในนโยบายและจุดหมายของหน่วยงานหรือไม่ ซื่งจะต้องสอดคล้องกับนโยบายและจุดหมายของรัฐบาล
ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณที่มุ่งเน้นผลงาน
สำนักงบประมาณได้กำหนดระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณสำหรับหน่วยงานนำร่องตามโครงการปรับปรุงระบบการจัดการงบประมาณ
พ.ศ.2543ซึ่งขั้นตอนสำคัญของการจัดทำงบประมาณที่มุ่งเน้นผลงาน มีดังนี้
1. จัดทำนโยบายระดับกระทรวงและกรม
โดยระบุวิสัยทัศน์ พันธกิจ จุดหมายในปัจจุบัน และอนาคตของหน่วยงาน
2. ระบุเป้าหมายเชิงนโยบายและวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน
ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
3. กำหนดผลผลิตและผลลัพธ์ ดัชนีชี้วัด วิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรกับผลผลิต
ผลผลิตกับผลลัพธ์ และผลลัพธ์กับวัตถุประสงค์เชิงนโยบาย
4. เสนอของบประมาณเป็นวงเงินรวม (Block Grants) เพื่อขอรับความเห็นชอบจากสำนักงบประมาณในระยะแรกเป็นการของบประมาณสำหรับหน่วยงานนำร่อง
สำนักงบประมาณได้กำหนดให้มีงบประมาณเป็นวงเงินรวม 4 ด้าน คือ
งบบุคลากร งบดำเนินการ งบลงทุน และงบอุดหนุน
5. อนุมัติเงินประจำงวด เมื่อสำนักงบประมาณพิจารณาให้ความเห็นชอบ
สำนักงบประมาณจะอนุมัติเงินประจำงวดให้แก่ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ
ตามวงเงินที่กำหนดไว้ในแต่ละแผนงาน งาน/โครงการและประเภทงบรายจ่าย
โดยส่วนราชการไม่ต้องขออนุมัติเงินประจำงวด
6. ควบคุมการใช้งบประมาณ ให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจรายงานผลการดำเนินงาน
ผลการใช้จ่ายงบประมาณและรายงานทางการเงิน
เพื่อให้การดำเนินงานจัดทำงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ภายใต้งบประมาณที่มีค่อนข้างจำกัดและจะได้รับจัดสรรงบประมาณ ในลักษณะวงเงินรวม หน่วยงานต้องมีความพร้อมตามมาตรฐานการจัดการทางการเงิน
7 ด้าน(Hurdles) ประกอบด้วย
1. การวางแผนงบประมาณ (Budget
Planning)
2. การคำนวณต้นทุนของกิจกรรมและผลผลิต (Activity
Costing)
3. การจัดระบบการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement
Management)
4. การบริหารทางการเงิน/การควบคุมงบประมาณ (Financial Management/fund control)
5. การรายงานทางการเงินและผลการดำเนินงาน
(Financial and Performance Reporting)
6. การบริหารสินทรัพย์ (Asset
Management)
7. การตรวจสอบภายใน (Internal
Audit)
ในการจัดทำระบบมาตรฐานการจัดการทางการเงินดังกล่าวองค์กรภาครัฐ ควรดำเนินการทุก Hurdles ไปพร้อมๆกัน (เนื่องจากทุก Hurdles มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน) หรืออย่างน้อยต้องจัดทำ Hurdles ที่ 1 และ 2 ในช่วงแรกแล้วจัดทำ 5 Hurdles ต่อเนื่องกันไป เพื่อช่วยในการบริหารงบประมาณและการติดตามประเมินผลต่อไป