Untitled Document
Untitled Document

ห้องสอบผู้บริหาร
 
ห้องสอบครูผู้ช่วย
 
ห้องสอบศึกษานิเทศก์
 
ห้องสอบ พนง.ราชการ
 
ห้องสอบราชการอื่น
 
ห้องอบรมสัมมนา
 
ห้องหนังสือคู่มือสอบ
 
 
ห้องคลังข้อสอบ
 
ห้องระเบียบกฎหมาย
 
ห้องติดต่อเจ้าของบ้าน
 
ห้องส่วนตัว
ห้องผลงานวิชาการ
+ ประกาศเข้ารับราชการ
+ ราชบัณฑิตยสถาน
+ ตลาดการศึกษาออนไลน์
+ ฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ
+ รวมส่วนราชการหน่วยงานองค์กรที่ควรรู้
+ รัฐบาลประเทศไทย
+ สมาคมข้าราชการพลเรือน
+ สำนักนายกรัฐมนตรี
+ วัฒนธรรมสร้างสรรค์
+ สนง.วิชาการสภาผู้แทนฯ
+ รวมเว็บไซต์ราชการ
+ สำนักกีฬานันทนาการ
+ กระทรวงศึกษาธิการ
+ กระทรวงวัฒนธรรม
+ กระทรวงกีฬาท่องเที่ยว
อ่านทั้งหมด
+ ค่านิยมหลัก12 ประการ
+ โยบายรัฐบาลประยุทธ์
+ สมรรถนะครูเชิงทฤษฎี
+

ร่าง พรบ.ไปใช้บำนาญเดิม

+ พนักงานมหาวิทยาลัย
+ ใบประกอบวิชาชีพครูอาชีว
+ เส้นทางประกอบวิชาชีพครู
+

คสช.กับการปฎิรูปประเทศ

+

เงินเดือนครูตามคุณวุฒิ

+

การปฏิบัติผู้เข้าสอบ

อ่านทั้งหมด
 
12 ต.ค. 52
ปฏิรูปการผลิตและพัฒนาครู สู่ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 ( 12 ต.ค.52)
  บทความโดย ประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล และณัฐวุฒิ สุวรรณทิพย์

ระบบการศึกษาไทยในรูปแบบเดิมๆ ทำท่าว่าจะไปไม่รอด เพราะไปเน้นการผลิตคนเพื่อสอบ และเพื่อรับใช้ระบบทุนนิยมเป็นหลัก ทุกวันนี้อุปสงค์ (Demand) ของการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต้องการ "ปริญญา" เพิ่มมากขึ้น แต่ขาดโฟกัสและขาดการคิดอย่างลึกซึ้ง นำมาสู่การสูญเปล่า ส่วนใหญ่อยากได้เพียงปริญญา จบออกไปตกงาน

ผู้เขียนประทับใจ ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการศึกษาไทยว่า "ปัญหาการศึกษาทุกวันนี้หนักกว่าเมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อครั้งปฏิรูปการศึกษาปี 2517 หลายเท่า ไม่ใช่เพราะครูไทยแย่ลงอย่างมาก หรือเด็กไทยฉลาดน้อยลงอย่างกะทันหัน แต่เพราะเหตุผล 2 ประการ คือ หนึ่ง...โลกเปลี่ยน และสอง...ระบบการศึกษาไทยไม่เปลี่ยน"

ในด้านหนึ่ง เราจะเห็นเด็กไทยที่เรียนชั้นมัธยมแล้วแต่ยังอ่านหนังสือไม่แตก ขณะที่เด็กไทยอีกกลุ่มไปคว้ารางวัลโอลิมปิกทางด้านวิชาการแทบทุกปี ดังนั้นระบบการศึกษาไทยขณะนี้จึงต้องเรียกว่า "เก่งเป็นกระจุก แต่โง่กระจาย" ทั้งๆ ที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาสร้างสารสนเทศขึ้นมหาศาล แต่องค์ความรู้เกิดขึ้นน้อยมาก ทำให้ระบบการศึกษาขาดประสิทธิภาพ

โดยเฉพาะปัญหาการผลิตครูที่นอกจากจะ "เกิน" ในเชิงปริมาณแล้ว ยัง "ขาด" ในเชิงคุณภาพอีกด้วย เห็นได้ชัดจากการเน้นทฤษฎีมากกว่าปฏิบัติ ไม่เชื่อมโยงกับสภาพจริงในโรงเรียน ใช้วิธีการสอนแบบธรรมดา และขาดการเตรียมความพร้อมให้ครูไปทำงานในชนบท

สภาพของการบริหารแบบควบคุมและสั่งการจะค่อยๆ สร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมา เป็นวัฒนธรรมทำตามสั่ง คนที่อยู่ในองค์กรแบบนี้จะหมดจินตนาการ หมดแรงบันดาลใจ เป็นแค่รอนายสั่ง เราจะเห็นสภาพนี้ในวงการราชการทั่วไป กระบวนทรรศน์ลักษณะดังกล่าวยังติดเป็นบุคลิกภาพของครูไปสู่ลูกศิษย์ ทำให้การเรียนรู้ของเด็กไม่เป็นไปตามธรรมชาติ

ครูโดยทั่วไปเป็น "ครูเพื่อครู" ซึ่งถูกสอนมาในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มุ่งเน้นการสอน ให้งานตรวจการบ้าน ออกข้อสอบ และประเมินตัดสินเด็กจากคะแนนสอบเป็นหลัก โดยคิดว่าตนทำหน้าที่ได้ครบถ้วนแล้ว แต่ขาดการเป็น "ครูเพื่อศิษย์" ในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน และขาดการสร้างความสัมพันธ์อันดี ความรัก ความเมตตากับเด็กในร่วมกันเรียนรู้

นอกจากครูของเราจะผ่านกระบวนการผลิตที่ล้าสมัย ขาดกลไกการตรวจสอบทางวิชาชีพที่ดีแล้ว ปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือภาวะ "หมดไฟ" และ "ขึ้นสนิม" ของครู แม้กระทั่งครูที่มี "ไฟ" ซึ่งเป็นเสมือนเครื่องยนต์ที่ติดอยู่ก็ยังพัฒนาตนเองได้ยาก อันเนื่องมาจากระบบการศึกษาของประเทศและการขาดกลไกสนับสนุนที่จะช่วยให้ครูมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

ส่วนนักศึกษาที่เข้ามาเรียนครูซึ่งกำลังจะเป็น "ครูรุ่นใหม่" หรือ "ครูเพื่อศิษย์" นั้นส่วนใหญ่ยังคงเลือกคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เป็นอันดับท้ายๆ มีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยากมาเป็นครู แต่เรียนเพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า

คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ทั้งหมดที่มีไม่สามารถสร้างผลผลิตที่เป็น "พี่เลี้ยงทางความคิด" หรือ "ครูเก่งๆ" ได้มากพอ เนื่องจากปัญหาหลักสูตรการผลิตครูที่ยังไม่ลงตัว ปัญหาคุณภาพของอาจารย์ผู้เป็น "ครูของครู" และรวมถึงปัญหาขาดแคลน "ครูของครู" แนวทางแก้ปัญหาที่น่าสนใจก็คือ การเพิ่มระบบการเปิดโอกาสให้คนที่ถึง "จุดอิ่มตัวในวิชาชีพ" แล้วอยากเป็นครูเพื่อช่วยเหลือสังคม ได้เข้ามาในภาคการศึกษา เราจะได้ครูที่ดีมีหัวใจ

การผลิตครูในอนาคตต้องดูความต้องการครูที่แท้จริงประกอบด้วยว่า โรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม ต้องการครูในสาขาใด ไม่ใช่มหาวิทยาลัยมีครูอาจารย์ในสาขาใดก็เปิดสอนในสาขานั้นโดยไม่คำนึงถึงสภาพความต้องการที่แท้จริง ทำให้มีบัณฑิตครูบางสาขามากเกินไปและตกงาน

คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ต้องปรับกระบวนทรรศน์ของตนเองเสียใหม่ และให้ความสำคัญกับการปฏิรูปการเรียนรู้อย่างจริงจัง ไม่ใช่ปากพูดเรื่องการปฏิรูปแต่ยังทำการเรียนการสอนแบบเก่า แล้วครูที่ผลิตออกไปจะไปปฏิรูปการเรียนรู้ได้อย่างไร ต้องมีการตั้งคำถามกันใหม่ว่า ทุกวันนี้เราบรรจุอะไรลงไปในหลักสูตรที่นักศึกษาครูต้องเรียนบ้าง หลักสูตรนั้นได้สร้างให้นักศึกษาครูมีทักษะการคิดวิเคราะห์และมีภูมิคุ้มกันเพื่อพร้อมเผชิญโลกปัจจุบันและอนาคตมากน้อยแค่ไหน หรือว่าเพียงแค่แตกต่างกันทางความคิดก็หงุดหงิดแล้ว

ผู้เขียนเชื่อว่า ครูดีต้องมองศิษย์เป็นศิษย์ ไม่ใช่มองศิษย์เป็นลูกค้า ความคับแคบของระบบการศึกษาทำให้เกิดมี "ผู้สอน" กับ "ผู้ถูกสอน" มีการกำหนดช่วงเวลาการเรียนการสอนที่ตายตัว ซึ่งตรงข้ามกับการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา เด็กไม่ได้โตขึ้นมาในระบบการศึกษา แต่เขาโตขึ้นมาในกระบวนการทางวัฒนธรรม ฉะนั้นกระบวนการเรียนรู้ในสถาบันผลิตครูต้องเป็นแบบอย่างให้แก่นักศึกษาครูได้ เนื่องจาก "Student will teach as they were taught."

ถ้าเป้าหมายการศึกษาไทยต้องการเด็กนักเรียนที่เก่ง ดี มีสุข เราต้องพัฒนาครูของเราให้เก่ง ดี มีสุขเสียก่อน เพราะเด็กจะเป็นอย่างที่ครูเป็น มากกว่าจะเป็นอย่างที่ครูสอน

บทเรียนความล้มเหลวของการพัฒนาครูที่ผ่านมาก็คือการบริหารครูแบบใช้อำนาจสั่งการจากส่วนกลาง ใช้สูตรสำเร็จและกฎระเบียบเดียวกันทั่วประเทศ คิดพัฒนาครูโดยการจัดอบรม ถ่ายทอดความรู้ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เคยกล่าวว่าการพัฒนาครูแบบนี้เป็นกระบวนการที่ "พรากครูออกจากศิษย์" และ "ไม่พัฒนาจากฐานความสำเร็จของครูเอง"

ปัญหาหลักในการปฏิบัติงานของครูคือ ต้องทำงานหลายหน้าที่มาก ไม่ได้สอนอย่างเดียว เมื่อครูต้องทำงานหลายอย่างทำให้การเรียนการสอนในห้องเรียนไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีเวลาที่จะพัฒนาการสอนได้เต็มที่ จึงมีการเสนอให้แยกการทำงานระหว่างครูที่ทำหน้าที่สอน กับครูที่ทำหน้าที่สนับสนุนการสอน เช่น ครูธุรการ ครูพัสดุ ครูพยาบาล ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้นครูที่ได้รับการยอมรับ ยกย่องก็มีจำนวนไม่มาก และเมื่อได้รับการยกย่องก็ไม่ได้มีการหนุนเสริมให้เกิด "วงเรียนรู้" กับครูคนอื่นๆ ทำให้บ่อยครั้งที่ครูดี ครูเก่งต้องหลุดออกจากระบบเพราะขาดการหนุนเสริมที่ดี ถ้าจะแก้ปัญหานี้ควรมีการวางระบบประเมินครูและผลงานของครูใหม่ เปลี่ยนจากการแสดงหลักฐานว่าครูมีผลงาน เป็นการวัดผลงานครูจากความก้าวหน้าหรือคุณภาพการเรียนรู้ของตัวเด็กแทน เพื่อให้ความก้าวหน้าของครูผูกติดกับความก้าวหน้าของเด็ก

การอบรมเพื่อพัฒนาครูแบบเดิมๆ มักเผชิญกับปัญหา "มักง่าย" และ "ฉาบฉวย" ที่ทำให้ครูมีความรู้ แต่เพียงผิวเผิน หรือรู้อยู่ในช่วงสั้นๆ โดยไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งการพัฒนาแนวนี้จะไม่ยั่งยืน ในทางกลับกันการพัฒนาครูที่ดีควรดำเนินการอย่างใกล้ชิดกับวัตรปฏิบัติในห้องเรียนของครู การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็ก กระบวนการผลิตครู และการเพิ่มพูนวิทยฐานะของครูควรสัมพันธ์กับการเรียนรู้ของเด็ก และแทนที่ข้างบนจะคิดแทนครูเสียทั้งหมด น่าจะถามครูที่สนใจที่จะพัฒนาตัวเองดูบ้าง ว่าอยากพัฒนาเรื่องอะไรบ้าง

จำได้ว่า ศ.นพ.วิจารณ์เคยอธิบายแนวทางการพัฒนาคนไว้ว่า "การพัฒนาบุคลากรต้องเน้นการส่งเสริมให้บุคลากรร่วมกันพัฒนาตนเอง และพัฒนากันเอง ไม่ใช่เข้าไปพัฒนาเขา ไม่มีใครพัฒนาใครได้ การพัฒนาคนเป็นกระบวนการ Internalization หรือเรียนรู้ พัฒนา เติบโต ออกมาจากภายใน ไม่สามารถเอาความรู้จากภายนอกยัดใส่ตัวหรือหัวสมองได้"

ทุกวันนี้ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนาครูโดยตรง ปล่อยให้ต่างคนต่างทำ และก็กลายเป็นต่างคนต่างไม่ทำในที่สุด มีการเสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันคุรุศึกษาแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่ในการพัฒนา อบรม วิชาชีพครู เพื่อควบคุมคุณภาพของครู และดูแลคุณภาพการผลิตครูของสถาบันการศึกษาอีกชั้นหนึ่ง รวมถึงมีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาความเป็นเลิศทางด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของแต่ละภูมิภาคและระดับสถาบัน เพื่อประสานความร่วมมือในการผลิตครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงควรมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู ระดมสรรพกำลังในด้านต่างๆ ทั้งที่เป็นเงินและทรัพยากรอื่นๆ ส่งเสริมยกย่องครูที่ทำดี เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่ครูคนอื่น

สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ก็คือ เราจะปฏิรูป "การศึกษา" ได้อย่างไร โดยไม่เข้าใจเรื่อง "การเรียนรู้" เพราะโลกวันนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องการศึกษา แต่พูดถึงการเรียนรู้ต่างหาก เพราะฉะนั้น เราควรเปลี่ยนจากการเอาระบบการศึกษาเป็นตัวตั้ง ไปสู่การเอาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นตัวตั้งแทน

หากจะตั้งคำถามว่า "อะไรคือคำตอบของการปฏิรูปการศึกษา" ในคำตอบที่มากมายนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า การปฏิรูปคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน คือคำตอบหนึ่งที่หลายคนคิดตรงกัน และกุญแจที่จะไขไปสู่คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนก็คือ การผลิตและพัฒนาครู นั่นเอง

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันปฏิรูปการผลิตและพัฒนาครูอย่างจริงจังเสียที??

 

 ที่มา :  มติชนรายวัน วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11537 มติชนรายวัน
 
ดาวน์โหลดไฟล์   
 
                                                                                                                Copyright. & Created by Mr.Borworn Taesarin