Untitled Document
Untitled Document

ห้องสอบผู้บริหาร
 
ห้องสอบครูผู้ช่วย
 
ห้องสอบศึกษานิเทศก์
 
ห้องสอบ พนง.ราชการ
 
ห้องสอบราชการอื่น
 
ห้องอบรมสัมมนา
 
ห้องหนังสือคู่มือสอบ
 
 
ห้องคลังข้อสอบ
 
ห้องระเบียบกฎหมาย
 
ห้องติดต่อเจ้าของบ้าน
 
ห้องส่วนตัว
ห้องผลงานวิชาการ
+ ประกาศเข้ารับราชการ
+ ราชบัณฑิตยสถาน
+ ตลาดการศึกษาออนไลน์
+ ฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ
+ รวมส่วนราชการหน่วยงานองค์กรที่ควรรู้
+ รัฐบาลประเทศไทย
+ สมาคมข้าราชการพลเรือน
+ สำนักนายกรัฐมนตรี
+ วัฒนธรรมสร้างสรรค์
+ สนง.วิชาการสภาผู้แทนฯ
+ รวมเว็บไซต์ราชการ
+ สำนักกีฬานันทนาการ
+ กระทรวงศึกษาธิการ
+ กระทรวงวัฒนธรรม
+ กระทรวงกีฬาท่องเที่ยว
อ่านทั้งหมด
+ พรบ.ไปใช้บำนาญเดิมUndo
+

ปรับมฐ.ตำแหน่งครูผู้ช่วย

+ 86สาขาวิชาชีพขาดแคลน
+

“ครู”ในทัศนะของ รมว.ศธ.

+ ค่านิยมหลัก12 ประการ
+ โยบายรัฐบาลประยุทธ์
+ สมรรถนะครูเชิงทฤษฎี
+

ร่าง พรบ.ไปใช้บำนาญเดิม

+ พนักงานมหาวิทยาลัย
+ ใบประกอบวิชาชีพครูอาชีว
อ่านทั้งหมด
 
9 เม.ย. 56

ต้องปฏิรูปหลักสูตรเพื่อยกคุณภาพการศึกษา (9 เม.ย. 56)

 

         ในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเด็กและเยาวชนยุคนี้เกือบทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงเด็กไทยล้วนมีทักษะและความสามารถในการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว ทั้งคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือหลากหลายยี่ห้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งติดต่อการสื่อสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์

          แต่เมื่อหันกลับมามองคุณภาพการศึกษาของไทยที่มีการสวนกระแสกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ถ้าทบทวนดูผลการจัดอันดับการศึกษาของไทยจะเห็นได้ว่าอยู่ในอันดับที่ไม่น่าพึงพอใจมากนัก มีทั้งอันดับต่ำกว่าเดิม ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การจัดอันดับประเทศที่มีพัฒนาการศึกษาทางการศึกษาของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการจัดอันดับการศึกษาเพียร์สันของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2555 พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 37 จาก 40 ประเทศ โดยการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอยู่อันดับ 8 ของอาเซียนตามหลังฟิลิปปินส์และกัมพูชา ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในลำดับ 6 ของอาเซียนตามหลังเวียดนาม

             ส่วนผลประเมิน
PISA ที่มีการสุ่มเพื่อประเมินนักเรียนชั้น ม.3 ต้องการสำรวจว่าเยาวชนที่อยู่ในวัยจบการศึกษาภาคบังคับ มีศักยภาพที่จะใช้ความรู้และทักษะที่เรียนไปในชีวิตจริงในอนาคตได้ดีเพียงใด ซึ่งไม่ได้ประเมินความรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน แต่เน้นประเมินความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ PISA ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 โดยมีการประเมินทุก 3 ปี ซึ่งการประเมินแต่ละครั้งจะให้ความสำคัญกับวิชาที่แตกต่างกัน แต่ให้น้ำหนักด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลัก และอีก 2 วิชาเป็นรอง พบว่า นักเรียนไทยกลุ่มอายุ 15 ปี มีผลการประเมินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ ต่อเนื่องถึง 4 ครั้ง

             และเนื่องจากผลการสอบ
PISA ได้ถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้นานาชาติมองว่าไทยยังเป็นประเทศด้อยคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

            จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ National Test (NT) ระดับชั้น ป.3 ปีการศึกษา 2555 ที่จัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่าคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งในทุกด้าน คือ ด้านภาษา คะแนนเฉลี่ย 42.94 ด้านการคำนวณ คะแนนเฉลี่ย 37.45 ส่วนด้านเหตุผล คะแนนเฉลี่ย 45.92 ส่วนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้น ม.6 จัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีผู้เข้าสอบประมาณ 400,000 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งเกือบทุกวิชาเช่นกัน คือ ภาษาไทย 47.19 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 36.27 คะแนน ภาษาอังกฤษ 22.13 คะแนน คณิตศาสตร์ 22.73 คะแนน วิทยาศาสตร์ 33.10 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา 53.70 คะแนน ศิลปะ 32.73 คะแนน การงานอาชีพและเทคโนโลยี 45.76 คะแนน

           จากผลการจัดอันดับและผลการประเมินต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภายในประเทศและระดับนานาชาติที่ผ่านมาล้วนบ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาที่จำเป็นต้องมีการหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันวิกฤติการศึกษาของประเทศ

             รัฐบาลชุดปัจจุบันได้มองเห็นปัญหาการศึกษาไทยที่เรื้อรังมายาวนาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา มองว่าในอดีตที่ผ่านมาเด็กไทยเรียนมากแต่รู้น้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิรูปหลักสูตร ปรับกระบวนการเรียนการสอนที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง โดยให้สอนน้อยแต่เด็กเรียนรู้มาก

            รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นให้การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กเป็นสำคัญ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 คณะ คือ คณะที่ 1 กำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีรมว.ศธ.เป็นประธาน และมีผู้ทรงคุณวุฒิมาจากทุกภาคส่วนเป็นกรรมการ ส่วนคณะที่ 2 มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เป็นประธาน และมีคณะกรรมการออกแบบยกร่างหลักสูตร-ตำราเรียนแห่งชาติ

                ซึ่งช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการได้มีการประชุมยกร่างหลักสูตรใหม่เพื่อเป็นพิมพ์เขียวโดยกำหนดกรอบเวลาไว้เพียง 6 เดือน โดยมีมติให้ยกเลิก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรเดิม และยกร่างโครงสร้างใหม่เป็น 6 กลุ่มสาระ คือ ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture) กลุ่มสาระเรียนรู้ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และคณิตศาสตร์) การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life) ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication) สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity) และอาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World) ส่วนเวลาเรียนไม่เกิน 800 ชั่วโมงต่อปี โดยให้เพิ่มกระบวนการเรียนรู้ผ่านโครงงานทุกระดับชั้น เน้นกระบวนการประชาธิปไตยและคุณธรรม จริยธรรมเพิ่มมากขึ้น

               หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน จริงจัง ต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ที่จะร่วมกันรังสรรค์พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการเรียนรู้ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง และพัฒนาต่อยอดสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นได้ โดยทุกหนทุกแห่งคือห้องเรียนที่กว้างใหญ่ และที่สำคัญผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการส่งเสริมให้มีศักยภาพที่จะเรียนรู้อย่างหลากหลาย ต่อเนื่อง สนุกสนาน ท้าทาย และเรียนรู้อย่างมั่นใจ เหล่านี้คือหนทางนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต.

ฟาฏินา วงศ์เลขา

 

ที่มา : เดลินิวส์ วันอังคารที่ 9 เมษายน 2556 เวลา 00:00 น.

สาระสำคัญ : รัฐบาลเร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานไทยโดยมุ่งเน้นการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กเป็นสำคัญ

 

คำถามคำตอบ

1. คำถาม  :  ลักษณะของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 คือ

   ตอบ   :     อิงมาตรฐาน (Standard Curriculum)

2. คำถาม   : กลุ่มสาระประสบการณ์ตามร่างหลักสูตรใหม่ คือ

   คำตอบ  :   6 กลุ่มสาระประสบการณ์ประกอบด้วย  1.ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture)
2.กลุ่มสาระเรียนรู้ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และคณิตศาสตร์) 3.การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life) 4.ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication) 5.สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity) 6.อาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World)


 

หมายเหตุ    เป็นคำถามวิชานโยบายความรอบรู้/กฎหมาย/งานในหน้าที่สำหรับ ครู ผู้บริหารทุกตำแหน่ง

ถามตอบสอบครู  โดย อ.บวร เทศารินทร์ วันที่ 9  เมษายน 2556   คำถามคำตอบจากข่าวบ้านสอบครู

 
ดาวน์โหลดไฟล์   
 
                                                                                                                Copyright. & Created by Mr.Borworn Taesarin