โรงเรียนรูปแบบใหม่

 

4ความเป็นมา

               จากความพยายามของทุกฝ่ายที่จะปฏิรูปการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..๒๕๔๒ ทั้งด้านโครงสร้าง ด้านระบบบริหารจัดการและการปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพและได้รับโอกาสอย่างทั่วถึง แต่ในความเป็นจริงที่โรงเรียนมีมากกว่า ๔๐,๐๐๐ โรงเรียน ซึ่งมีความพร้อมทรัพยากรและศักยภาพแตกต่างกัน ทั้งๆ ศักยภาพของ โรงเรียน ชุมชนและผู้เรียนที่หลากหลาย อีกทั้งประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันในเวทีโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

               ด้วยเหตุผลดังกล่าว ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ...ดร.ทักษิณ ชินวัตร จึงเล็งเห็นว่ารัฐบาลต้องดูแลผู้เรียนทุกกลุ่ม ไม่ทอดทิ้งผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้พิการ แต่ต้องสนับสนุน ส่งเสริมผู้ที่พร้อมกว่า เช่น เด็กปัญญาเลิศให้ก้าวไปข้างหน้าเต็มตามศักยภาพอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ เปรียบเสมือนว่ากระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมเส้นทาง ๒ เส้น คู่ขนานกัน คือเส้นถนนธรรมดาที่รองรับผู้เรียนทั่วไป และทางด่วน (Fast Track) สำหรับผู้ที่พร้อมจะขับเคลื่อนด้วยความเร่งด่วนพิเศษ

             ดังนั้นเมื่อการประชุมเรื่องการปฏิรูปอุดมศึกษา ๑๐ มกราคม ๒๕๔๖ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ...ดร.ทักษิณ ชินวัตร จึงได้มอบนโยบายให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการเรื่อง   “Mini Ministry” คือ ให้มีองค์กรเล็กที่คล่องตัว เพื่อสร้างระบบการทำงานแก่โรงเรียนและนักเรียนของในกลุ่ม ๒ นี้ รวมทั้งจะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นอิสระทางความคิด หลุดจากระเบียบที่  รัดรึงเป็นอุปสรรคด้านต่างๆ และขยายผลอย่างเต็มรูปในโอกาสต่อไป บุคคลเหล่านี้ก็จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ให้ก้าวทันโลกที่เทคโนโลยีเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้โดย ไม่ละเลยผู้เรียนโรงเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ

               วันนี้ นโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีกำลังได้รับการสานต่ออย่างเป็นรูปธรรมด้วยโครงการ “สำนักพัฒนานวัตกรรม” ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยในเบื้องต้นจะพัฒนาโรงเรียนรูปแบบใหม่ ๕ ลักษณะ ในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๔๖ ทั้งนี้    โรงเรียนทั้ง ๕ รูปแบบใหม่จะยังมีจำนวนไม่มากนัก เพื่อให้มั่นคงก่อนจะขยายผลตามแผนงาน   ในระบบต่อไป ท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการมอบหมายให้รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ   (นางมัณฑนา ศังขะกฤษณ์) เป็นประธาน โดยมีทีมงาน สนผ. อาทิ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์   ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า และดร.บังอร เสรีรัตน์ เป็นผู้ประสานงานกลาง โรงเรียนรูปแบบใหม่ทั้ง ๕ ได้แก่

                   รูปแบบที่ ๑ โรงเรียนในกำกับของรัฐ
                   รูปแบบที่ ๒ โรงเรียนวิถีพุทธ
                   รูปแบบที่ ๓ แผนและยุทธศาสตร์สำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ
                   รูปแบบที่ ๔ โรงเรียนสองภาษา
                   รูปแบบที่ ๕ โรงเรียนใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนรู้
              โรงเรียนรูปแบบใหม่ทั้ง ๕ นี้ คือ รูปแบบของความแตกต่างหลากหลายที่กำลังเริ่มต้นและจะเบ่งบานขยายออกไปเต็มแผ่นดิน สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและประเทศชาติในด้านต่าง ๆ โดยจุดเน้นของนวัตกรรมการศึกษาจะต่างกัน ได้แก่

              โรงเรียนในกำกับของรัฐ มีจุดเน้นที่การบริหารจัดการแบบเอกชนที่คล่องตัว

             โรงเรียนวิถีพุทธ มีจุดเน้นที่จิตวิญญาณ เป็นการเรียนรู้รากเหง้าของภูมิปัญญาไทย คือ หลักธรรมพระพุทธศาสนาอันทรงคุณค่า ให้ผสมผสานกับการปฏิรูปการเรียนรู้

              โรงเรียนสองภาษา มีจุดเน้นที่การใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

4ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการดำเนินโครงการ

. ผู้นำดำเนินการอย่างจริงจังจนเห็นผลทั้งระดับประเทศ กระทรวง สถานศึกษาโดยกำกับดูแล ติดตาม และช่วยเอื้ออำนวยให้โครงการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

. การสื่อสาร สร้างความรู้ ความเข้าใจกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ของ

การสื่อสารที่ชัดเจน

. ความพร้อมของสถานศึกษา

. การประเมินผลมุ่งผลสำเร็จเป็นสำคัญและให้เป็นไปตามระบบเชิงวิจัยและพัฒนา

. มีองค์กรที่รับผิดชอบโครงการที่มีการดำเนินการอย่างเป็นอิสระ และโปร่งใส

. ทุกองค์ประกอบต้องสอดรับกันทั้งระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ

4เป้าหมาย

               พัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อ

. เด็กและเยาวชนพัฒนาเต็มตามศักยภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีความพร้อม

. ส่งเสริมให้สถานศึกษาที่มีความพร้อม สามารถพัฒนาการศึกษาได้อย่างก้าวกระโดด (Fast Trak)

. เป็นแรงผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ

4ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน

. จัดให้มีทีมงานที่เข็มแข็งในการสร้างสรรค์วัตกรรมการศึกษา และจัดให้มีระบบ         การทำงานที่ยืดหยุ่น คล่องตัว ทั้งด้านงบประมาณ บุคลากร และวิชาการ

. ศึกษา รวบรวมข้อความรู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศเพื่อเป็นแหล่งในการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาการศึกษา

. เน้นการทำงานในลักษณะเครือข่าย ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทั้งภาครัฐเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง

. จัดระบบการติดต่อสื่อสาร และประชาสัมพันธ์อย่างมี่ประสิทธิภาพ

. ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน แบ่งเป็น ๓ ระยะ

                   ระยะที่ ๑ : ทดลองนำร่องในโรงเรียนที่สมัครใจและมีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ

ซึ่งสามารถวัดผลประเมินผลได้ตามเกณฑ์กำหนดไว้

                  ระยะที่ ๒ : พัฒนารูปแบบและสร้างองค์ความรู้เชิงวิจัย และพัฒนาจากการทดลอง

นำร่องให้สามารถนำสู่การปฏิบัติจริงในโรงเรียน ที่จะขยายผลต่อไป

                   ระยะที่ ๓ : ทยอยขยายผลสู่โรงเรียน

4กิจกรรมสำคัญ

. จัดตั้งสำนักพัฒนาวัตกรรมการจัดการศึกษาเพื่อทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการประสานงานการพัฒนานวัตกรรมการศึกษา

. จัดให้มีแหล่งรวบรวมนวัตกรรมการศึกษาทั้งระดับชาติและเขตพื้นที่การศึกษาและจัดให้มี Website นวัตกรรมการศึกษาเพื่อเป็นศูนย์ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์

. ริเริ่มพัฒนานวัตกรรมที่จำเป็น

. ส่งเสริมให้สถานศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษาพัฒนานวัตกรรมการศึกษา

. จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นวัตกรรมการศึกษาระดับชาติและเขตพื้นที่

. มีระบบยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและใช้นวัตกรรมตลอดจนมีระบบเสริมแรงจูงใจแก่ภาคเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ที่มีสถานศึกษา

. ระทรัพยากรจากหน่วยงาน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

. ปรับปรุงกฏระเบียบและแนวปฏิบัติให้เอื้อต่อการดำเนินงานนวัตกรรมการศึกษา

. มีระบบการตรวจสอบประเมินโดยองค์กรภายนอก

๑๐. ในการดำเนินการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาใช้กิจกรรมสำคัญ มีดังนี้

        () สำรวจ ศึกษา วิเคราะห์ เพื่อสะท้อนความคิด แนวปฏิบัติที่ผ่านมาเพื่อการพัฒนาโรงเรียนก่อนเริ่มโครงการ

        () จัดทำระบบการติดต่อสื่อสาร และดำเนินการสื่อสารให้ข้อมูลทุกด้านของโครงการสู่กลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง และต่อเนื่องเพื่อปลุกเร้าคุณประโยชน์ที่จะได้รับทั้งผู้บริหารและ

ผู้รับโดยใช้สื่อทุกรูปแบบที่ก่อให้เกิดผลกระทบ

        () คัดเลือกโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาเข้าร่วมโครงการ

        () ดำเนินการทดลองนำร่อง ๕ รูปแบบ

        () สร้างความรู้ ความเข้าใจในรูปแบบการจัดการศึกษารูปแบบต่าง ๆ เพื่อ           ปรับกระบวนทัศน์ ( Paradigm ) แก่ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติ

        () ติดตามประเมินผลและปรับปรุงจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

        () สรุปผลการดำเนินงาน

4ระยะเวลาการดำเนินการ

ในเบื้องต้นระหว่างปีงบประมาณ ๒๕๔๖ – ๒๕๔๙

4การติดตามประเมินผล

ติดตามประเมินผลและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

4ผลที่คาดว่าจะได้รับ

มีการพัฒนาในลักษณะก้าวกระโดดเพื่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาที่เหมาะสมกับผู้เรียน

ในมิติที่เป็นความต้องการของประเทศในปัจจุบัน ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ การบริหารจัดการแนวใหม่ การพัฒนาผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านภาษอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลควบคู่กับการพัฒนาด้านจิตใจ ทั้งนี้ในช่วงปีแรกมีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์ประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน และมีโรงเรียนในโครงการประมาณ ๒๗๒ โรงเรียน

ลักษณะหรือรูปแบบโรงเรียน ทั้ง 5รูปแบบ อันได้แก่  โรงเรียนในกำกับรัฐ โรงเรียนวิถีพุทธ แผนการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษโรงเรียน 2 ภาษา โรงเรียนต้นแบบ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

 

 

โรงเรียนในกำกับรัฐ

 

4ความเป็นมา

                โรงเรียนในกำกับของรัฐเป็นโรงเรียนที่มีอิสระ คล่องตัว และมีอำนาจตัดสินใจในการบริหารจัดการด้านวิชาการ การเงิน การบุคคลกร และการบริหารทั่วไป ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาสู่ความเป็นเลิศและได้มาตราฐานสากลลดภาระด้านงบประมาณของรัฐบาลได้ในระยาว ด้วยคาดหวังว่าจะนำแนวคิดและหลักการพื้นฐานที่เป็นความเชื่อและค่านิยมในเรื่องการกระจายอำนาจ ที่เน้นการใช้โอกาสประชาชนให้มีส่วนร่วมและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น และสังคมโดยรวม และการสร้างความเสมอภาพที่บุคคลมีเสรีภาพและโอกาสเท่าเทียมในทางเลือก รวมทั้งมีความพร้อมที่จะยอมรับการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลของการปฏิบัติงานของตนตามข้อตกลงที่มี

ไว้กับชุมชนและหน่วยงานต้นสังกัด โดยนำมาประยุกต์สู่แนวทางการบริหารจัดการของโรงเรียนในกำกับของรัฐ ที่เน้นการกระจายอำนาจโดยตรง ในสถานศึกษามีอำนาจอิสระและคล่องตัวในการ ตัดสินใจในการบริหารจัดการในด้านหลักสูตร การเงิน งบประมาณ บริหารบุคคลและการบริหารทั่วไป ด้วยระบบแบบมีส่วนร่วมบริหารงานโดยคณะกรรมการโรงเรียน

4ลักษณะสำคัญของโรงเรียนในกำกับของรัฐ

. มีความเป็นอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการด้านวิชาการ

การเงิน งานบุคคล และการบริหารงานทั่วไป ด้วยระบบการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

. มีความพร้อมในการตรวจสอบและรับผิดชอบในผลงานตามข้อตกลง

. ลดภาระงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว

. มีมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ

4องค์ประกอบหลักของโรงเรียนในกำกับของรัฐ

. มีคณะกรรมการสถานศึกษาที่มีองค์ประกอบที่เหมาะสมและหลากหลาย

. มีธรรมนูญโรงเรียนเป็นแผนหลักบริหารจัดการโดยกฎหมายรองรับ

. มีระบบการตรวจสอบและรายงานต่อต้นสังกัดชุมชน

. มีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติมที่ได้จากการสนับสนุนของชุมชนและผู้ปกครอง        นำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของนักเรียนตามจุดเน้นของโรงเรียน

4เป้าหมายดำเนินการ

ปีการศึกษา 2546 ดำเนินการทดลองนำร่องเป็นโรงเรียนที่มีความพร้อมและด้วยความสมัครใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายของโรงเรียนจำนวน 19 โรง ประกอบด้วย โรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวน 14 โรง และโรงเรียนประถมศึกษาจำนวน 5 โรง เรียน

                ปีการศึกษา 2547-2550 ดำเนินการขยายผลปีละประมาณ 10 % ของโรงเรียนที่มี

ความพร้อม

4คุณสมบัติของโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

. ภูมิหลังของโรงเรียนที่เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของชุมชน สังคม และผู้ปกครอง

. ผู้บริหาร ครู ชุมชน และผู้ปกครอง ต้องมีความเต็มใจและเห็นชอบที่จะให้เกิด          การเปลี่ยนแปลงไปตามเจตนารมณ์ของโรงเรียน

. ศักยภาพของผู้บริหารต้องเป็นมืออาชีพ มีความคิดในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

. โรงเรียนมีศักยภาพที่จะแสดงคุณภาพให้เห็นชัดเจน มีความพร้อมที่จะรับการตรวจสอบและแสดงความรับผิดชอบในผลที่จะเกิดขึ้นซึ่งต้องมีพันธกิจกับชุมชนไว้ก่อนเริ่มดำเนินงาน

. ระบบการบริหารงบประมาณของโรงเรียนในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีประสิทธิภาพมีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

4โรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ

ในเบื้องต้นในการทดลองนำร่องในเทอมแรกปีการศึกษา ๒๕๔๖ มีโรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการทดลองนำร่อง เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน ๑๔ โรง และโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน ๕ โรง

 

โรงเรียนวิถีพุทธ

 

4ความเป็นมา

คือ โรงเรียนระบบปกติทั่วไปที่นำหลักธรรมพระพุทธศาสนามาใช้ หรือประยุกต์ใช้ใน  การบริหารและการพัฒนาผู้เรียนโดยรวมของสถานศึกษา เน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขา อย่างบูรณาการ

4รูปแบบโรงเรียนวิถีพุทธ

จุดเน้น โรงเรียนวิถีพุทธดำเนินการพัฒนาผู้เรียนโดยใช้หลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างบูรณาการ ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการพัฒนา “การกิน อยู่ ดู ฟัง เป็น ” คือ มีปัญญารู้เข้าใจในทางคุณค่าแท้ใช้กระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญา และมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐาน      การดำเนินชีวิตโดยมีผู้บริหารและคณะครูเป็นกัลยาณมิตรการพัฒนา

4ลักษณะโรงเรียนวิถีพุทธ     เน้นการจัดสภาพทุก ๆ ด้าน เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนพัฒนาตามหลักพุทธธรรมอย่าง  บูรณาการที่ส่งเสริมให้เกิดความเจริญงอกงามตามลักษณะแห่งปัญญาวุฒิธรรม ๔ ประการ คือ

. สัปปุริสสังเสวะ หมายถึงการอยู่ใกล้คนดี ใกล้ผู้รู้ มีครู อาจารย์ดี มีข้อมูล มีสื่อที่ดี

. สัทธัมมัสสวนะ หมายถึง เอาใจใส่ศึกษาโดยมีหลักสูตร การเรียนการสอนที่ดี

. โยนิโสมนสิการ หมายถึง มีกระบวนการคิดวิเคราะห์พิจารณาหาเหตุผลที่ดีและถูกวิธี

. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ หมายถึง ความสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตได้ถูกต้องเหมาะสม

การจัดสภาพของโรงเรียนวิถีพุทธ ประกอบด้วย ด้านกายภาพ คือ อาคารสถานที่ ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม เป็นต้น ด้านกิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต เช่น กิจกรรมประจำวัน กิจกรรมวันสำคัญ กิจกรรมนักเรียนต่าง ๆ ด้านการเรียนการสอน เริ่มตั้งแต่การกำหนดหลักสูตรสถานศึกษา การจัดหน่วยการเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ จนถึงกระบวนการเรียนการสอน ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ในการปฏิบัติต่อกันระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน หรือครูกับครู เป็นต้น และ ด้านการบริหารจัดการ ตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์ จุดเน้น การกำหนดแผนปฏิบัติการ การสนับสนุน ติดตาม ประเมินผล และพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งการจัดสภาพในแต่ละด้านจะมุ่งเพื่อให้การพัฒนานักเรียนตามระบบไตรสิกขาดำเนินได้อย่างชัดเจนมีประสิทธิภาพ ดังเช่น การจัดด้าน กายภาพ ควรเป็นธรรมชาติ สภาพชวนให้มีจิตใจสงบ ส่งเสริมปัญญา กระตุ้นการพัฒนาศรัทธา และศีลธรรม กิจกรรมพื้นฐานวิถีชีวิต กระตุ้นให้การกิน อยู่ ดู ฟัง ดำเนินด้วยสติสัมปชัญญะเป็น ไปตามคุณค่าแท้ ด้านการเรียนการสิน บูรณาการพุทธธรรมในการจัดเรียนรู้ชัดเจน ด้านบรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ เอื้ออาทร เป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ส่งเสริมทั้งวัฒนธรรมเมตตา และวัฒนธรรมแสวงปัญญา เป็นต้น

4การบริหารจัดการโรงเรียนวิถีพุทธ

มีขั้นตอนสำคัญ เช่น การเตรียมการ เตรียมทั้งบุคลากร ผู้เกี่ยวข้อง แผนงาน ทรัพยากร      ที่มุ่งเน้นสร้างศรัทธาและฉันทะในการพัฒนา การดำเนินการจัดสภาพและองค์ประกอบต่างๆ ที่   จัดเพื่อส่งเสริม ให้เกิดความเจริญงอกงามหรือปัญญาวุฒิธรรม ในการพัฒนาผู้เรียน การดำเนินการพัฒนาทั้งผู้เรียนและบุคลากร ตามระบบไตรสิกขาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สภาพและ องค์ประกอบที่จัดไว้ข้างต้น ขั้นต่อมา คือ การดูแลสนับสนุน ใกล้ชิด ด้วยท่าทีของความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน     ที่จะทำให้การพัฒนานักเรียนและงาน ดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อจากนั้น มีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยอิทธิบาท 4 และหลักอุปัญญาตธรรม คือ ความไม่สันโดษในกุศลธรรม และความไม่ระย่อในการพากเพียร เป็นต้น ขั้นสุดท้ายของกระบวนการบริหารแต่เป็นฐาน

สู่การพัฒนาในลำดับต่อไป คือ ขั้นประเมินผลและเผยแพร่ผลการดำเนินงาน ลักษณะการเกื้อกูลสัมพันธ์ โรงเรียนวิถีพุทธและชุมชน จะมีลักษณะของการร่วมมือ ทั้งสถานศึกษา บ้าน วัด และสถาบันต่างๆในชุมชน ด้วยศรัทธาและฉันทะ ที่จะพัฒนาทั้งนักเรียน และสังคม ตามวิถีแห่งพุทธธรรม เพื่อประโยชน์สุขร่วมกัน

การพัฒนาบุคลากรและคุณลักษณะบุคลากร การพัฒนาโรงเรียนวิถีพุทธแม้จะยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่บุคลากรโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารและครู มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นปัจจัย ให้   ผู้เรียนพัฒนาได้อย่างดี ทั้งการเป็นผู้จัดการเรียนรู้ และการเป็นแบบอย่างที่ดีในวิถีชีวิตจริง ในลักษณะ สอนให้รู้ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น การพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษามีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องหลากหลายวิธีการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรมีคุณลักษณะที่ดีตามวิถีพุทธ เช่น ศรัทธาในพระพุทธศาสนา และพัฒนาตนให้ดำเนินชีวิตที่ดีงาม ละ เลิกอบายมุข การถือศีล 5 เป็นนิจ ความเป็นลยาณมิตรต่อศิษย์ และการเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นต้น

การดำเนินการในระยะแรกของโครงการโรงเรียนวิถีพุทธ เดือนพฤษภาคม 2546 มี        โรงเรียนที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 80 โรงเรียน มีทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

 

แผนการพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

 

4ความเป็นมา

         พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคสี่ ระบุว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคล ซึ่งมีความสามารถพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น สภาพปัญหาในการดำเนินงาน และความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ปัญหาของชาติ

4วัตถุประสงค์

. เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนา

ศักยภาพเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

. เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษที่เชื่อมโยงทุกระดับการศึกษา

. เพื่อเป็นนแนวทางในการสรรสร้างบุคคลที่มีความสามารถพิเศษอย่างต่อเนื่อง และจริงจังในประเทศไทย

. เป็นกลไกในการประสานการดำเนินงานร่วมกัน

. เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุน

. เพื่อเป็นเครื่องมือในการนิเทศ ติดตาม และประเมิณผลการดำเนินงาน

4 แผนการดำเนินงาน ประกอบด้วย ๑๐ แผนงาน

. แผนงานด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากร

. แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา

. แผนงานจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในโรงเรียนทั่วไป (Schools in School)

. แผนงานปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถ

. แผนงานการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

.แผนงานการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

. แผนงานส่งเสริมบทบาทของสถาบันครอบครัวในการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

. แผนงานด้านการบริการและการจัดการ

. แผนงานพัฒนาระบบคลังข้อมูล

๑๐. แผนงานความร่วมมือระหว่างประเทศ

 4ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานที่ผ่านมา

            . ด้านโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดการ

- ขาดองค์กรกลางระดับชาติ

- ขาดการประสานการดำเนินที่เชื่อมต่อ

- ขาดการวางระบบและกลไกที่จะค้นหาและพัฒนาเด็กตั้งแต่เยาว์วัย

- ขาดการเชื่อมโยงภายในระบบการศึกษา

- ขาดการเชื่อมโยงกับองค์กรเครือข่ายสนันสนุน

          . ด้านองค์ความรู้

- ผู้เกี่ยวข้อง ขาดความรู้ ความเข้าใจ

- ครู ผู้บริหาร ยังมีความเข้าใจผิดและไม่ทราบแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม

- ขาดบุคลากรที่มีความรู้ มีประสบการณ์

 4ยุทธศาสตร์การดำเนินงาน กำหนดเป็น

           . ระดับนโยบาย

- จัดทำแผนพัฒนาประเทศที่ระบุเป้าหมายสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย

- วางระบบกลไกการดำเนินงานที่ชัดเจน

- ส่งเสริมองค์กรเครือข่าย

- จัดทำแผนการผลิต พัฒนาบุคลากร

- การจัดตั้งรวมถึงการพัฒนาโรงเรียนเฉพาะทาง

         . ระดับปฎิบัติ

.๑ สถานศึกษา

- ปรับระบบการจัดการเรียนการสอน

- จัดระบบการวัดผล

- ปรับโครงสร้างการบริหารงาน

- พัฒนาบุคลากร

- ระดมทรัพยากร

- ระดมความร่วมมือ

(ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานจัดทำรายละเอียด ร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยและองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้อง)

44รายละเอียดการพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ มีดังนี้

ความเป็นมา

จากการที่ประเทศไทยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาเด็กและเยาวชน ที่มีความสามารถพิเศษว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีค่ายิ่งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งหากได้รับการพัฒนาในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม จะทำให้บุคคลเหล่านี้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นำพาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างก้าวกระโดด และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบกับแผนพัฒนาการศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ เสนอเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๑ แต่เนื่องจากระยะที่ผ่านมาองค์ความรู้และ  แนวปฏิบัติที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งการสนับสนุนจากฝ่ายต่างๆ ยังมีไม่เพียงพอเป็นเหตุ การนำนโยบายสู่การปฏิบัติยังไม่เกิดผลเท่าที่ควรตามที่วางเป้าหมายไว้ในปี ๒๕๔๑-๒๕๔๔

ปัจจุบันแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษได้เริ่มชัดเจนขึ้น หลังจาก มีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติสิทธิในการศึกษาของกลุ่มบุคคลดังกล่าวไว้ด้วยนั้นได้ประกาศใช้มาได้ระยะหนึ่งและที่สำคัญคือ รัฐบาลสมัยปัจจุบัน ซึ่งมี พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำประกาศ ได้ให้ความสำคัญอย่างสูงที่จะ  ส่งเสริมสนับสนุนของบุคคลกลุ่มนี้ จึงมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการจัดทำแผน

แม่บทเสนอต่อคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องครบวงจรและให้เกิดการประสานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่มุ่งให้การจัดการศึกษาช่วยพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษได้อย่างเต็มตามศักยภาพ และนำไปสู่การสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าให้แก่สังคมและประเทศชาติได้อย่างก้าวกระโดดต่อไป

วัตถุประสงค์

. เพื่อเป็นกรอบในการกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้แก่หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง   ในการจัดทำและปรับปรุงแผนงาน/โครงการเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ  

ให้สามารถพัฒนาจนบรรลุศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งมีคุณธรรมและเจตคติที่จะ

รับใช้สังคมตามนโยบายที่กำหนดไว้

. เพื่อกำหนดระบบการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษให้มีความยืดหยุ่นและ

ต่อเนื่องเชื่อมโยงในทุกระดับการศึกษาที่ตอบสนองต่อการพัฒนาความสามารถพิเศษของเด็กและ เยาวชนไทยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

. เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์กลุ่มบุคคลที่มีความสามารถพิเศษให้เกิดขึ้นอย่าง

ต่อเนื่อง และจริงจังในประเทศไทย เพื่อเป็นแกนนำของสังคมในการพัฒนา การประดิษฐ์

การประยุกต์ศาสตร์/องค์ความรู้ และทักษะในสาขาต่างๆ และเกิดการประสาน เชื่อมโยงระหว่าง

ทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาประเทศกับการพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชน ผู้มีความสามารถพิเศษเพื่อให้สามารถพัฒนาประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด

. เพื่อเป็นกลไกในการประสานการดำเนินงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษเป็นไปในทิศทางที่ประสานสอดคล้องและเชื่อมโยงอย่างครบวงจร

. เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ใช้เป็นกรอบในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

. เพื่อเป็นเครื่องมือในการดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อเป็นการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ บรรลุผลตามนโยบายและเป้าหมายของแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ

แผนการดำเนินงาน

เพื่อให้การดำเนินงานสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ และแก้ไขปัญหาต่างๆ

ที่เกิดขึ้นในอดีต เห็นควรกำหนดให้มีแผนงานเพื่อให้เกิดโครงการและกิจกรรมอย่างเป็นระบบและครบวงจร จำนวน ๑๐ แผนงาน ดังนี้

. แผนงานด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากร

. แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา

. แผนงานจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ระดับการศึกษาขั้น

พื้นฐานในโรงเรียนทั่วไป (Schools in School)

. แผนงานพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนเฉพาะทาง

. แผนงานการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ ระดับอุดมศึกษา

. แผนงานการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

. แผนงานส่งเสริมบทบาทของสถาบันครอบครัวในการพัฒนาเด็กและเยาวชนผู้มี

ความสามารถพิเศษ

. แผนงานด้านการบริหารและการจัดการ

. แผนงานการพัฒนาระบบคลังข้อมูล

๑๐. แผนงานความร่วมมือระหว่างประเทศ

. แผนงานด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากร

เหตุผลและความจำเป็น

เนื่องด้วยขณะนี้ประเทศยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีความสามารถพิเศษอยู่เป็นอันมาก สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าวมีอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งเปิดสอนในระดับปริญญาโท ในขณะที่หลายๆ ประเทศมีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้เปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าว ทั้งในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งให้การอบรมและพัฒนาบุคลากร รวมถึงให้ความรู้แก่บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จึงเห็นสมควรที่ประเทศไทยจะต้องสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีคสวามสามารถพิเศษให้เกิดขึ้นอย่างเพียงพอ เพื่อรองรับการดำเนินงานในเรื่องนี้

) การจัดส่งบุคลากรศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

) การเปิดสอนสาขาการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษในคณะครุศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ และคณะศิลปศาสตร์ ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศ

) การเสริมความรู้ครูประจำการ เพื่อการจัดการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

. แผนงานด้านการวิจัยและพัฒนา

เหตุผลและความจำเป็น

การจัดการศึกษาและบริการสำหรับเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษในสังคมไทยปัจจุบันนั้น แม้ว่าจะมีโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการศึกษาให้กับกลุ่มบุคคลดังกล่าวอยู่จำนวนหนึ่งแล้วก็ตาม แต่จากการวิเคราะห์ในรายละเอียดผนวกกับการประเมินผลสภาพการจัดการศึกษาและบริการ พบว่าโครงการส่วนใหญ่มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการคัดสรรเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษ การขาดเครื่องมือในการทดสอบศักยภาพ การขาดแนวทางในการจัดทางศึกษาที่ถูกต้องชัดเจนและครอบคลุม รวมทั้งการที่มิได้มีการสร้างสมองค์ความรู้ทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และมีงานวิจัยในบริบทของประเทศไทยยังไม่เพียงพอ จึงทำให้การจัดการศึกษาและบริการสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน ผู้มีความสามารถพิเศษตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่ประสบผลสำเร็จเต็มที่

ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และระบบการจัดการศึกษาและบริการที่ถูกต้อง สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษเพื่อให้บุคคลเหล่านี้ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดในศาสตร์สาขาที่สนใจ และได้รับการพัฒนาจิตใจให้เป็นคนที่สมบูรณ์ควบคู่กันไปอย่างสมดุลบนพื้นฐานของสังคมแห่งความเป็นไทย ทั้งนี้ก็เพื่อให้สังคมไทยมีกลุ่มผู้นำ ซึ่งจะเป็นฐานพลังอำนาจสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่างๆ และสานฝันไปสู่ความเป็นจริงในการก้าวล้ำหน้าโลกได้ในอนาคต แผนงานย่อยด้านการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วยการวิจัยดังนี้

) การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ      

ระดับปฐมวัย

) การวิจัยและการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับประถมศึกษา

) การวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับมัธยมศึกษา

) การวิจัยการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

) การวิจัยและการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบและพัฒนาความสามารถพิเศษ

. แผนการจัดการเรียนการสอนสำหรับที่มีความสามารถพิเศษระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนทั่วไป (Schools in School)

เหตุผลและความจำเป็น

เด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษของประเทศไทย โดยเฉลี่ยแล้วมีอยู่ไม่น้อยกว่าสถิติในประเทศอื่นๆ คือประมาณร้อยละ ๓ ในแต่ละสาขา กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งโรงเรียนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษเฉพาะทางไม่อาจรองรับเด็กเหล่านี้ได้ และโดยหลักการที่ถูกต้องของการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ที่มีความต้องการพิเศษ (Special Education Needs) ชึ่งรวมทั้งกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษนั้นในระดับสากลเป็นที่ยอมรับว่า การเรียนร่วมอยู่ในโรงเรียนปกติเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ทั้งในมติทางด้านสังคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ

ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการด้านการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ

ของไทย ได้พยายามพัฒนารูปแบบของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ (Giffed Education) ให้ถูกต้องเหมาะสม เป็นไปตามปรัชญาและหลักการมากยิ่งขึ้น ในลักษะของการเรียนร่วมอยู่ในโรงเรียนปกติ โดยมีห้องเรียนพิเศษที่อาจเรียกได้ว่าเป็น Schools in School โดยเริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้างพื้นฐานการทางศึกษา เพื่อให้มีการค้นหาและพัฒนาความสามารถพิเศษตั้งแต่เยาว์วัย และเชื่อมโยงต่อเนื่องไปจนถึงระดับการศึกษาที่สูงขึ้น โดยให้มีการคัดแยกด้วยวิธีการที่หลากหลายเหมาะสมกับเด็กแต่ละกลุ่ม การปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน การปรับหลักสูตร การพัฒนาสื่อ การวัดผลประเมินผล การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและอื่นๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพสูงสุดของผู้เรียนแต่ละคนที่มีอยู่

อันเป็นหลักการสำคัญของแนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.. ๒๕๔๒ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการนำร่อง ทั้งในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไปบ้างแล้ว และเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ที่ควรให้การขยายผลออกไปให้กว้างขวางมากขึ้น ซึ่งการดำเนินงานประกอบไปด้วย

) การค้นหาแววความสามารถพิเศษและการจัดการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาอย่าง

ถูกต้องในระดับก่อนประถมศึกษา และประถมศึกษา

) การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในลักษณะการมีห้องเรียนพิเศษในโรงเรียนทั่วไป

. แผนงานปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับการศึกษา

พื้นฐานในโรงเรียนเฉพาะทาง

เหตุผลและความจำเป็น

การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษส่วนหนึ่งนั้น ต้องการให้เด็กและเยาวชน

มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ในระดับการศึกษาพื้นฐาน ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทย จึงได้จัดตั้งโรงเรียนเฉพาะทางขึ้นส่วนหนึ่งทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ ดนตรี กีฬา ซึ่งรัฐได้จัดสรรงบประมาณสูงกว่าโรงเรียนปกติทั่วไปให้แก่โรงเรียนเฉพาะทางเหล่านี้ ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า โรงเรียนเหล่านี้ยังต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษได้อย่างจริงจังตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถานศึกษา จึงเห็นสมควรให้มีการปรับปรุงโรงเรียนเฉพาะทางที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งในเรื่องของบุคลากร สื่อ/อุปกรณ์ การคัดสรรเด็กเข้าเรียน การจัดการเรียนการสอนที่ต้องการให้เกิดความเชี่ยวชาญตามสาขาที่ต้องการซึ่งรวมถึง

 ) โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย

) โรงเรียนสังคีตวิทยาคม กรุงเทพมหานคร

) โรงเรียนกีฬา

                    ฯลฯ

. แผนงานการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

เหตุผลและความจำเป็น

เพื่อให้เกิดการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษให้เต็มตามศักยภาพอย่าง

ครบวงจรทุกระดับการศึกษา นอกจากการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนในระดับการศึกษาพื้นฐานแล้ว จะต้องต่อเนื่องจนถึงระดับอุดมศึกษาที่วางเป้าหมายให้การศึกษาของเยาวชนกลุ่มนี้เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ ฉะนั้น การศึกษาได้ในระดับอุมดศึกษาจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ที่ต่อเนื่องจากการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมตามหลักการของการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ และสอดรับกับเป้าหมายหรือทิศทาง จึงจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวกระโดด จึงเห็นควรมีการดำเนินการดังนี้

) จัดการทำระบบเรียนล่วงหน้า (Advance Placement Program) ในระดับอุดมศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ที่เรียนอยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

) การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษระดับอุดมศึกษา

) การวางเป้าหมายการพัฒนาประเทศกับการผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถพิเศษ ในระดับอุดมศึกษา

. แผนงานการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

เหตุผลและความจำเป็น

การพัฒนาผู้ที่ความสามารถพิเศษเพื่อส่งเสริมความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ต้องการความช่วยเหลือส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันมูลนิธิ ฯลฯ เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การส่งเสริมซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ในปัจจุบันได้มีโครงการที่เป็นกิจกรรมเสริมพิเศษให้แก่เด็กเก่งเกิดขึ้นหลายโครงการจากหลายๆ หน่วยงาน ซึ่งส่วนหนึ่งมีเป้าหมาย เพื่อให้เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันความสามารถในระดับโลก รวมถึงการจัดค่าย การทำโครงงาน การทุนศึกษาต่อ ที่จะนำมาซึ่งชื่อเสียงของประเทศและการตื่นตัวของเด็กและเยาวชนไทย ที่จะพัฒนาความสามารถของตนเองให้เต็มตามศักยภาพ

การดำเนินงานเหล่านี้ ควรสนับสนุนส่งเสริมเพื่อเปิดให้เด็กและเยาวชนไทยได้รับโอกาสเหล่านี้อย่างทั่วถึง ตัวอย่างของกิจกรรมพิเศษเหล่านี้ได้แก่

) ชื่อ ............................................................

      ผู้สนับสนุน .....................................................

) ชื่อ ............................................................

       ผู้สนับสนุน .....................................................

. แผนงานส่งเสริมบทบาทของสถาบันครอบครัวในการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

เหตุผลและความจำเป็น

ในปัจจุบันหลายประเทศได้พยายามคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา เพื่อเสาะแสวงหาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ หรือเป็นเลิศในด้านต่างๆ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการดำเนินงานดังกล่าว ได้มีองค์กรที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นหลายองค์กรในระดับโลก ได้แก่ World Council for the Gifted and Talented Children ดำเนินงานในรูปแบบการแลกเปลี่ยนและความร่วมมือทางด้านวิชาการ จากประเทศสมาชิกทั่วโลก ในระดับภูมิภาคมีองค์กรซึ่งทำงานประสานกับองค์แรกเช่น The Asia - Pacific Federation for the Gifted and Telented

ในระดับประเทศจะมีองค์กรดำเนินงานในระดับชาติ (National Center for the Gifted) และมีโครงสร้างของการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ทั้งในเรื่องขององค์ เงินทุน นโยบายและกฎหมาย มีองค์กรมากมายทั้งที่เป็นภาครัฐและเอกชน ที่อยู่ในระดับประเทศและท้องถิ่น ที่ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสนับสนุน กลุ่มบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง คือ ผู้ปกครอง ครู นักวิจัย และตัวเด็ก องค์กรต่างๆ เหล่านั้น ตั้งขึ้นในรูปของสมาคมที่ไม่แสวงหากำไร โดยมีองค์กรที่เป็นแม่ข่ายทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสานงานกับองค์กรย่อยในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีภารกิจหลักในการสืบเสาะหาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ การให้ความรู้เผยแพร่ข้อมูลตัวสื่อต่างๆ และการให้สถาบันอุดมศึกษาทำหน้าที่สร้างงานวิจัยเพื่อสภาองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างกว้างขวางดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษของประเทศไทยเกิดผล

อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน สามารถแพร่ขยายออกไปได้ทั่วประเทศ จึงเห็นควรให้มีการจัดตั้งองค์กรต่างๆ รวมทั้งพัฒนาองค์กรที่มีอยู่ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น แผนงานย่อยกลไกการบริหารและการจัดการ ประกอบด้วยการดำเนินงานดังนี้

) การจัดตั้งศูนย์แห่งชาติ เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

) การจัดตั้งคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

) การจัดตั้งกองทุนการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

) การส่งเสริมสนับสนุนการประสานการจัดตั้งเครือข่ายองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ(บทบาทหน้าที่)

) กำหนดนโยบายและแนวทางเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

) เชื่อมโยงการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ กับการให้การศึกษาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

) จัดทำทะเบียนผู้ที่มีความสามารถพิเศษ และสนับสนุนและประสานการดำเนินงานในการช่วยเหลือส่งเสริมให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ

) ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ

) ให้ข้อเสนอแนะ รวมถึงสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรม และการดำเนินงานต่างๆ เพื่อ

ให้การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษเป็นไปอย่างกว้างขวาง

) เชื่อมโยงเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่าง

มีประสิทธิภาพ

) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานและการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่กำหนด

ลักษณะองค์กร เป็นองค์กรกลางที่ประสานเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ที่ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อให้เป็นไปอย่างครบวงจรและก้าวขึ้นสู่อาชีพตามความต้องการในการพัฒนาประเทศ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ(บทบาทหน้าที่)

) วิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ต่างๆ รวมถึงเครื่องมือที่ใช้ในการพิสูจน์และจำแนกเด็กที่มีความสามารถพิเศษ วิจัย และพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน ทั้งในเรื่องของหลักสูตร เนื้อหาสาระ แบบเรียน สื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอน การวัดผลประเมิน ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

) เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งเอกสาร ตำรา วิดีทัศน์ ฯลฯ เพื่อการศึกษาค้นคว้าแก่ผู้สนใจ

) งานพัฒนาและการขยายผลต้นแบบ เสาะหาฟูมฟักเยาวชนผู้มีความสามารถพิเศษและขึ้นทะเบียน เสาะหาผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความสามารถพิเศษที่จะช่วยเป็นที่ปรึกษาและพี่เลี้ยง (Mentors) ให้เยาวชนที่มีความสามารถพิเศษขึ้น

) ดำเนินการต่างๆ เพื่อให้เกิดการนำผลการวิจัยไปใช้ในการขยายผลการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

) จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้แก่เด็กและเยาวชนได้รับการพัฒนาเด็กตามศักยภาพแต่ละบุคคล

) แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานการดำเนินงานทางวิชาการร่วมกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ลักษณะองค์กร เป็นองค์คณะบุคคลที่จัดตั้งขึ้นที่สถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการสร้างความเป็นเลิศในเรื่องนี้ และมีคณะกรรมการที่มาจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ

ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานที่ผ่านมา

แม้ว่าประเทศไทยมีความพยายามที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ มาเป็นเวลากว่า ๒๐ ปี จนเกิดเป็นนโยบายที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ หรือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ..๒๕๔๒ ไว้แล้วก็ตาม จาการวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของปัจจัยต่างๆ ที่มีต่อระบบการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ทั้งที่เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในพบว่า ประเทศไทยมีการพัฒนาการที่ล่าช้าในเรื่องนี้ เนื่องด้วยมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องการ การแก้ไขหลายประการ ทั้งในด้านโครงสร้าง ระบบการจัดการ และองค์ความรู้ดังนี้

. ด้านโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดการ

ขณะนี้ประเทศไทยยังขาดองค์กรกลางระดับชาติ (Nation Center) ที่มั่งคงถาวรที่จะรองรับการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ดังเช่นที่มีการจัดตั้งขึ้นในทุกประเทศ ที่มีความสำคัญและเห็นความจำเป็นในเรื่องนี้ จึงเป็นผลให้

) ขาดการประสานการดำเนินงานที่เชื่อมต่อ ส่งเสริม สนับสนุนซึ่งกันและกันนับแต่การวางเป้าหมายในการพัฒนาประเทศที่ต้องการเชื่อมโยงกับการพัฒนาการศึกษา สำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างสรรค์ผู้นำให้กับประเทศได้อย่างตรงเป้าหมาย

) ขาดการวางระบบและกลไกที่จะค้นหาและพัฒนาเด็กตั้งแต่เยาว์ การได้มาซึ่งเด็กที่มีความสามารถพิเศษจึงยังทำได้ไม่กว้างขวาง ไม่สามารถสร้างความเสมอภาคในโอกาสที่จะทำให้เด็กไทยที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพอย่างทั่วถึง

) ขาดการประสานการดำเนินงานเชื่อมโยงภายในระบบการศึกษาด้วยกัน จึงทำให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเต็มศักยภาพ

) ขาดการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรทางการศึกษากับองค์กรเครือข่ายสนับสนุนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เช่น องค์กรด้านจิตวิทยา การแพทย์ การบำบัด ที่จะต้องร่วมมือกันในการพัฒนาเด็กอย่างเป็นสหวิทยาการ

 

. ด้านองค์ความรู้

ผลของการขาดโครงสร้างและกลไกในการบริหารจัดตั้งดังกล่าวข้างต้น ได้ส่งผลให้ประเทศไทยขาดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่ง

ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาตามมาดังนี้

) ประชาชนทั่วไปและผู้ที่เกี่ยวข้องขาดความรู้ ความเข้าใจ และมองไม่เห็นถึงความสำคัญ ความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันสร้างสรรค์ผู้นำให้กับประเทศ จึงมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณและการระดมทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

) บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง โดยเฉพาะครูผู้สอนรวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองยังมีความเข้าใจผิด และไม่ทราบถึงแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ในการพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษ

) การที่ประเทศไทยยังมีองค์ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องนี้ไม่เพียงพอเนื่องจากผู้รู้

ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษมีจำกัด สถาบันอุดมศึกษา

ที่ผลิตบุคลากรในเรื่องนี้โดยตรงมีเพียงสถาบันเดียว คือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งผลิตบุคลากรระดับปริญญาโทได้ปีละไม่มากนัก และผู้ที่จบไปมักมิได้มอบหมายให้ปฏิบัติงานตามความรู้ที่ได้รับไป ซึ่งการขาดบุคลากรนี้ถือเป็นปัญหาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

) การไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การศึกษาในโรงเรียนเฉพาะทางหรือโรงเรียนทั่วไป ที่มุ่งความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ยังเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องตามหลักวิชา เป็นผลให้ไม่สามารถดำเนินการได้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่กำหนดไว้เท่าที่ควรจะเป็น

ยุทธศาสตร์การดำเนินงานสำหรับประเทศไทย

. ระดับนโยบาย

) จัดทำแผนพัฒนาประเทศที่เชื่อมโยงระหว่างเป้าหมายการพัฒนาประเทศในทุกสาขา

กับการให้การศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ที่สอดคล้องกับบริบท สภาพแวดล้อมและทรัพยากรของประเทศไทย เช่น การสร้างผู้นำด้านการบริหารจัดการความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสร้างนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ด้านการใช้พลังงานแสงแดด ด้านวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและอื่นๆ ที่เหมาะสมกับทรัพยากรและจุดเด่นอื่นๆ ของประเทศ

) วางระบบกลไกรวมถึงจัดตั้งองค์กรระดับชาติที่ถาวร เพื่อรองรับและวางระบบการดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยในระยะแรกอาจกำหนดให้อยู่ในหน่วยงานของรัฐและพัฒนาให้เป็นองค์กรในกำกับของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคลมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างคล่องตัว

) ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดองค์กรเครือข่ายต่างๆ ทั้งที่ป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงและกลุ่ม     ผู้สนใจ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินงานในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ดังที่ประเทศต่างๆ ได้ดำเนินการ เช่น การจัดตั้งกองทุน มูลนิธิ สมาคม ฯลฯ

) จัดทำแผนการผลิตและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความชำนาญในเรื่องนี้อย่างเพียงพอ เพื่อรองรับการดำเนินงานพร้อมๆ กัน ไปกับการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น โดยส่งบุคลากรเข้าศึกษาต่อทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเอื้อต่อคณะศึกษาศาสตร์

คณะครุศาสตร์ให้สามารถเปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าว รวมถึงการพัฒนาบุคลากรครู ในสถานศึกษาต่างๆ ได้กว้างขวางมากขึ้น

) ส่งเสริมสนับสนุน ทั้งในด้านทรัพยากรและวิชาการเพื่อให้สถานศึกษา สามารถจัดการเรียนการสอน ให้แก่เด็กที่มีความสามารถพิเศษได้อย่างเหมาะสมถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนทั่วไป เพราะผลการดำเนินการดังกล่าวได้ส่งผลให้เด็กทั่วไปได้รับการพัฒนาด้วย

) ให้มีการปรับปรุงโรงเรียนเฉพาะทางที่จัดตั้งขึ้นเพื่อความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ให้มีการดำเนินงานที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการในการเรียนการสอนสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

) ประชาสัมพันธ์ด้วยรูปแบบ และวิธีการต่างๆ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้ทุกฝ่าย   ที่เกี่ยวข้อง ได้เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการค้นหาและพัฒนาผู้ที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อสร้างสรรค์ผู้นำในการพัฒนาประเทศ

) สร้างกลไกความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรต่างๆ ที่เป็นสหวิทยาการจากหลากหลายสาขา ทั้งด้านจิตวิทยา การแพทย์ การบำบัด เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างเป็นระบบ

) จัดตั้งและเชื่อมโยงกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณและระดมทรัพยากรจากทุกส่วนของสังคม เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การดำเนินงานในเรื่องนี้เป็นไปอย่าง   ถูกต้องกว้างขวางและรวดเร็ว ทันกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ

. ระดับปฎิบัติ

) สถานศึกษา

    () ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริหารและบุคลากรของโรงเรียน รวมถึงนักเรียนทุกคนให้มีความรู้ความเข้าใจ ถึงลักษณะของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการ  ดำเนินงาน

   () ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงาน เพื่อรองรับการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษสำหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษ ซึ่งร่วมถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเวลาเรียน และการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนของครู ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารที่ต้องชี้แนะและลงมือร่วมกับครูอย่างใกล้ชิดจนประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปฎิบัติ

   () ปรับระบบการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กที่มีความสามารถพิเศษที่เน้นความแตกต่าง เป็นรายบุคคลและการเรียนรู้โดยผ่านสื่อประเภทต่างๆ ซึ่งครูจะต้องเป็นผู้ชี้แนะ ฉะนั้น การนิเทศเพื่อให้ครูปรับบทบาทใหม่ จึงมีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รวมทั้งการมีสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่ท้าท้ายเด็กกลุ่มนี้อย่างเพียงพอตลอดเวลา

   () ปรับการวัดผลประเมินผลที่เน้นการประเมินตามสภาพจริง

   () บุคลากรที่จัดการเรียนการสอนให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ควรคัดเลือกเป็นอย่างดี และควรให้การอบรมและฝึกฝนปฎิบัติการวิจัยร่วมสอน ในลักษณะการศึกษาพิเศษ เพราะการได้รับการอบรมช่วยเหลือ แนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องทำให้ครูมีความมั่นใจ และสามารถดำเนินการให้ประสบผลสำเร็จได้

   () ควรมีการระดมทรัพยากรไว้อย่างเพียงพอ เนื่องจากการจัดการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่ม

ดังกล่าว จำเป็นต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงปัจจัยต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น จึงควรประสานความช่วยเหลือร่วมมือทั้งทางด้านความรู้ วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ สื่อ-อุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งจากองค์กร

ต่าง ๆ รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองอย่างเพียงพอ

) ครอบครัว

    () ส่งเสริม สนับสนุนให้บิดามารดา ผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาบุตรหลานให้มีการพัฒนาที่สมบูรณ์รอบด้าน สามารถสังเกตแววศักยภาพและส่งเสริมสนับสนุนได้อย่างถูกแนวทาง โดยเฉพาะในด้านที่มีความสามารถพิเศษ โดยจัดให้มีองค์กรที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหารือ

                  () ให้มีการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสถานศึกษา

                  ()