|
ท่านนักการศึกษา
ครู ผู้ปกครอง นักเรียนที่รักทุกท่าน.....................................
วันนี้เป็นวาระที่....
..กระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นวาระที่สำคัญยิ่งวันหนึ่งที่จะเน้นย้ำเรื่องของความมุ่งมั่นเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาหลังจากครบ
1 ปีของการปรับโครงสร้างใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ ผมเองก็ได้รับการขอให้มาช่วยพูดและถามว่าผมถามว่าจะให้พูดเรื่องอะไรดี
ก็พูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ผมก็เลยถามว่าปฏิรูปยังไง จะเอาปฏิรูปแค่ไหน
ผมชอบใช้คำว่า Beyond เพราะฉะนั้นก็เลยใช้คำว่า Beyond Educational Reform
ก็คือว่ายิ่งกว่าการปฏิรูป การปฏิรูปที่ยิ่งกว่าการปฏิรูป ถ้าปฏิรูปในความหมายเดิมที่มี
พ.ร.บ. 2542 พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษาโครงสร้างใหม่มี 5 แท่งที่ว่าอย่างนั้นนะ
ไม่ถูกหรอก ไม่พอ ก่อนอื่นผมอยากจะชวนคนในแวดวงการศึกษาก่อน ว่าเราพร้อมกันไหมล่ะ
เราทิ้ง form และมาจับ substance ได้ไหม คือรูปแบบอย่าไปจริงจังกับมันมาก เอาเนื้อหาดีกว่า
ถ้าเราคิดว่าจะเอาเนื้อหาโดยไม่สนใจรูปแบบนัก แม้กระทั่งครูก็เหมือนกัน ครูทิ้งคำว่าหน้าตา
เอาจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูที่รักนักเรียนเหมือนลูก ถ้าเราพร้อมใจกันว่ากระทรวงศึกษาฯ
จะทิ้งรูปแบบ และจะยึดเนื้อหา ครูจะทิ้งหน้าตาแต่ยึดแต่เรื่องของจิตใจ ของจิตวิญญาณ
ของความเป็นครู รับรองระบบการศึกษาของเราง่ายมาก ไม่ยากเลยครับ เมื่อวันอาทิตย์ผมไปเปิดงานประชุมโรคเอดส์
ครั้งที่ 15 ประชุมนานาชาติ หัวข้อการประชุม ผมชอบมากใช้คำว่า Acess for all
หมายความว่าทุกคนต้องเข้าถึงได้ อันนั้นเขาเน้นถึงการเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงเรื่องของการรักษา
ความจริงแล้วใช้ได้ทุกอย่างเพราะสังคมไทยเราเป็นสังคมที่มีความแตกต่างของฐานะและโอกาสและระหว่างคนไทยด้วยกันเยอะมาก
เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมด
ในฐานะที่ผมทำหน้าที่ให้กับพี่น้องประชาชน
ผมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้
ประชาชนทุกคน
อันนี้เป็นหน้าที่ที่สูงสุด และอยากได้ แต่ก็ถือว่าทำยาก ก็คือ ต้องการให้คนไทยทุกคนมีความสมบูรณ์และแข็งแรงใน
3 ด้าน คือด้านกายภาพ physical health และด้านจิตใจ ก็คือ mental health และที่สำคัญก็คือด้านปัญญา
intellectual health ถ้าผมสามารถทำให้คนไทยทั้งประเทศมีความสมบูรณ์ทั้ง
physical mental และ intellectual นั่นคือสุดยอด พูดง่าย ทำยาก แต่ทั้งหมดต้องมุ่งเป้าไปตรงนั้นให้ได้และก็ไม่มีคนที่สามารถทำได้อย่างนี้
ไม่มีคนใดคนหนึ่งสามารถมีทั้ง physical mental และ intellectual แต่หาที่สมบูรณ์ที่สุด
ต้องให้มันดีที่สุดตามศักยภาพที่เขาจะไปได้ คือสิ่งที่สำคัญ ทำอย่างไรถึงจะให้มนุษย์ทุกคนมีร่างกายที่แข็งแรงเท่าที่ร่างกายเขาจะมีได้
แต่ถ้าเขาเกิดมามีปัญหามี gene (พันธุกรรม)บกพร่อง เขาก็อาจจะแข็งแรงได้ระดับหนึ่ง
อันนั้นก็ต้องยอมรับ สุขภาพจิตก็คือสถานะทางครอบครัวที่มีความอบอุ่น ปัญหาสังคมที่ไม่รุมเร้าจนทำให้เขาต้องเสียผู้เสียคน
เรื่องของการส่งเสริมในการพัฒนาภูมิปัญญา ความรู้ และศึกษา ทั้ง 3
ข้อนี้คือเราจะทำอย่างไรถึงจะปลดปล่อยศักยภาพของคนไทยทั้งประเทศให้เขามุ่งสู่ความสมบูรณ์ทั้ง
3 ด้านตามศักยภาพที่เขาจะไปได้ ต้องไม่มีอะไรที่เราไป block ไปขวางไปเป็นอุปสรรค
เขาไปได้เท่าไรนั้นเป็นศักยภาพส่วนบุคคล แต่ต้องไม่มีอะไรที่เป็นกฎหมาย ระเบียบ
กติกา หรือว่าต้นทุนใด ๆ ที่เป็นตัวห้าม ถ้าทำได้ตามนี้ ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ยากนัก
และจะเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงในภูมิภาคนี้โดยไม่ยากนัก แต่นั่นแหละพูดง่ายและทำยาก
ก็คือว่าพวกเราทุกคนต้องช่วยกันแม้กระทั่งคนไทยทุกคนก็ต้องดิ้นรนให้ศักยภาพตนเองทั้ง
3 ด้านนั้นเข้มแข็งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำอย่างไรก็คงต้องดูหลาย ๆ ด้าน วันนี้เราครบ
1 ปีของการมีโครงสร้างกระทรวงศึกษาฯ ใหม่ เรามีกฎหมายปฏิรูปการศึกษา ผมขอย้ำอีกทีนั่นคือ
hardware เรามีกฎหมายบอกไว้เลยว่า เราต้องทำอย่างนี้นะ เราพูดถึง lifelong
learning การเรียนรู้ตลอดชีวิต เราพูดถึง student centered นักเรียนเป็นศูนย์กลาง
เรามีโครงสร้าง แต่ไม่มีจิตวิญญาณ เป็นโครงสร้างที่มี hardware แต่ไม่มี
software ว่าสิ่งที่ยังไม่มีใส่จิตวิญญาณลงไปไม่พอ ที่ผมพูดต้น ๆ นั่นคือคำว่าใส่จิตวิญญาณเราต้องอย่าให้ความสำคัญกับ
form มาก ต้องเอา substance หรือรูปแบบต้องสำคัญน้อยกว่าเนื้อหา คือสิ่งที่เราจะต้องเข้าใจกัน
และต้องยอมรับ ครูก็ต้องยอมรับว่าวันนี้ต้องเรียนรู้ร่วมกัน อย่าไปคิดว่าครูคือ
boss ครูจะต้องมีความเหนือกว่าเด็ก ต้องไม่คิดอย่างนั้น ความเคารพ ความศรัทธา
อยู่ที่การปฏิบัติ อยู่ที่จิตใจ ถ้ามีเมตตาธรรม เด็กเคารพตายเลย ไม่ต้องเก่ง
เพราะฉะนั้นถ้าครูเรียนหนังสือไม่เก่ง เด็กนักเรียนต้องไม่เก่งอย่างนั้นไม่ได้
ถ้าเด็กเก่งกว่าครู เราต้องดีใจ เราอยากมีลูกที่เก่งกว่าพ่อแม่ ที่เราเรียกกันว่าอภิชาตบุตร
ครูก็อยากจะมีอภิชาตนักเรียน ผมไม่รู้ว่าจะเรียกอะไรภาษาไทยไม่ค่อยดี สรุปแล้วคืออยากให้รู้ว่าเราอยากได้นักเรียนที่เรียนเก่ง
ๆ เก่งกว่าครูแล้ว เราภูมิใจนะ ครูผมภูมิใจกันทั้งนั้นเจอผม ลูกศิษย์เป็นนายกฯ
ผมว่าครูที่ส่งเด็กไปสอบโอลิมปิกก็ดีใจว่า นักเรียนไปสอบโอลิมปิกคือสิ่งที่เป็นสิ่งที่ต้องใส่จิตวิญญาณของความเป็นครู
มีครูระดับประถมคนหนึ่งเป็นครูคนอินเดียชื่อ
กลอเรีย เดอโซชาร์ ซึ่งเป็นที่
รู้จักกันในวงการศึกษาทั่วโลกว่า
เป็นครูที่มีความมุ่งมั่น เข้ามาสอนประถมศึกษาแล้วเกิดทุกข์ เพราะว่านักเรียนที่อินเดียเรียนแบบชนิดที่เรียกว่า
rote learning คือเรียนแบบท่องจำ เขาบอกว่าถ้าเรียนแบบนี้ เด็กไม่มีทางฉลาด
เด็กเก่งยาก เขาพยายามมุ่งมั่นใช้เวลา 20 ปี ต่อสู้ จนในที่สุดสามารถปฏิรูประบบหลักสูตรการเรียนการสอนของอินเดียใหม่
เลิกระบบ rote learning หรือเรียนแบบท่องจำ ด้วยความมุ่งมั่นของครูประถมเพียงคนหนึ่ง
นี่คือครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นนักการศึกษา และความเป็นครูที่แท้จริง ผมพยายามพูดตลอดเวลาเรื่องจิตวิญญาณ
เพราะคนเราทำอะไรขาดจิตวิญญาณเหมือน robot ครับ เหมือนหุ่นยนต์ที่ต้องไขลานให้เดินไปวันวัน
แต่ถ้าคนมีจิตวิญญาณทำอะไรมันไม่เหนื่อยครับ ผมไปนิวซีแลนด์มาเจอผู้ที่ขยันกว่าผม
และคือนายกนิวซีแลนด์เป็นผู้หญิงชื่อ Helen Clark ขยันมาก ทำทุกอย่าง จด ทำอะไรทุกอย่างด้วยตัวเองแม้กระทั่งกุญแจรถยังพกเองเลย
เปิดลิฟท์นี่ไขกุญแจเองเลย ผมยังไม่เคยมีกุญแจบ้านเลยสักดอก ขยันมาก ผมก็ถามว่า
เฮเลน ถามจริง ๆ เถอะ you like your job ใช่ไหม เขาบอกใช่ I like my job ฉันชอบงานของฉันมาก
นี่ไงครับคือคนที่ทำงานและ enjoy กับงานของตนเองจะมีเอนโดฟินด์ซึ่งทำให้มีความรู้สึกไม่เหน็ดเหนื่อย
อย่างผมเขาถามว่าทำไมไม่เหนื่อย เหนื่อยก็เหนื่อยละครับ แต่ว่าเวลาทำอะไรแล้วให้ชาวบ้านมีความสุข
ให้ชาวบ้านพ้นทุกข์แล้วเรามีความสุขตาม เราก็ไม่เหนื่อย ถ้าครูสอนหนังสือแล้วนักเรียนสนใจ
นักเรียนมีความสนุกกับการเรียนและครูก็สอนสนุกด้วย รับรองเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย
ไม่รู้พลังมาจากไหนนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เรากำลังเน้นย้ำกัน ขอบอกว่าเราต้องเอาใจ
ใจสำคัญยิ่งกว่า เนรมิตได้ทุกอย่าง ขึ้นไปดวงจันทร์ก็เพราะใจ พลังใจสร้างพลังสมอง
พลังสมองพลังใจไปด้วยกันทำอะไรก็ได้นะครับ วันนี้ผมก็อยากจะพูดในหลายเรื่องเหมือนกัน
ก็ไม่ค่อยได้เตรียม มานั่งเขียนๆ มาว่าจะพูดเรื่องอะไรบ้าง ก็จะลองพยายามพูด
ๆ จริง ๆ ต้องออกตัวอีกว่าผมไม่ใช่ นักการศึกษาแต่ชอบศึกษา เมื่อเช้าผมตื่นแต่เช้าส่งลูกสาวเขาไปซ้อมรับปริญญาไปเห็นเด็ก
ๆ เขาจบปริญญา เขาใส่เสื้อครุยถ่ายรูปกันผมก็ทำหน้าที่เป็นมิคกี้เมาส์ถ่ายรูปกับเพื่อน
ๆ ลูกทั้งหลายที่จบ เขาก็ขอวิ่งมาถ่ายกันดูแล้วภูมิใจแทนเขาว่าตั้งใจเรียนจนจบ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามพูดตลอดเวลาการเรียนจบนั้นคือชีวิตเพิ่งเริ่มต้น
ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า commencement day วันเริ่มต้นของชีวิตก็ไม่ได้หมายความว่า
ต้องเลิกศึกษา ต้องศึกษาต่อ ศึกษาในที่นี้ไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบ ที่ผมเน้นย้ำรูปแบบกับสาระนั้น
ผมอยากจะบอกว่า ฟังให้ดี เดี๋ยวจะไปบอกว่าผมบอกว่า ปริญญาไม่สำคัญ คนถ้ามีปริญญาแล้วไม่มีปัญญาไม่ได้มีความสำคัญกว่าคนที่มีปัญญาแล้วไม่มีปริญญา
แต่มีทั้งปัญญาและปริญญามันดีกว่าแน่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ either or (อย่างใดอย่างหนึ่ง)
เป็นเรื่องที่ถ้ามีปริญญาและปัญญาเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่มีปริญญากับมีปัญญา
ปัญญาสำคัญกว่า ฟังให้ดีนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะเข้าใจผิดกัน
ผมจำชื่อไม่ได้
คนที่คิดเตาไมโครเวฟ เป็นคนที่ drop out จาก grammar
school
เรียนไม่จบ ถือช๊อคโกแล็ตเดินผ่านจานไมโครเวฟแล้วช๊อคโกแล็ตเกิดละลาย ก็เอาความคิดนี้ไปคิดต่อ
แล้วใช้ไมโครเวฟเป็นตัวทำความร้อน วันนี้ก็ได้รับ patent (ค่าสิทธิบัตร) จากไมโครเวฟไปหลายตังค์
ไมโครเวฟออกเครื่องหนึ่งเขาก็รับตังค์
เศรษฐีที่รวยที่สุด
อายุน้อยที่สุด Bill Gates ไม่จบปริญญา drop out ปี 2 ใช้
โรงรถพ่อฝึกซ่อมคอมพิวเตอร์
ทำคอมพิวเตอร์ Michael Dell อายุ 30 กว่า ตอนเรียนชั้นมัธยมปลาย รายได้มากกว่าครู
เพราะว่าไปขายสมาชิกหนังสือพิมพ์ตามบ้านจัดสรรที่เกิดใหม่ เพราะเขารู้ว่าบ้านจัดสรรใหม่
ๆ คนเข้าไปอยู่ใหม่ไม่ได้เป็นสมาชิกหนังสือพิมพ์ ก็ไปขายสมาชิกหนังสือพิมพ์และก็ส่งหนังสือพิมพ์
พอเข้าไปเรียนแพทย์ก็ไปทำ computer แข่งกับ IBM บริษัท IBM ทำลักษณะของ mass
production Michael Dell คิดนิดเดียวว่าความต้องการของคนไม่เหมือนกันหรอก เพราะฉะนั้นทำ
mass customization คลิ๊กเดียว ผลิต DELL คอมพิวเตอร์ ขายแข่งกับ IBM ทันที
ไมเคิล เดล drop out จากโรงเรียนแพทย์
ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็ก
ๆ อย่าไปเรียนเลย ไม่ใช่นะครับ แต่ให้
รู้ว่าทุกย่างก้าวของการเรียนรู้
ต้องเรียนแล้วให้รู้ จะเกิดกระบวนคิดเป็นในสมอง แล้วจะคิดได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องมีปริญญา
บอกว่าถ้ามีปริญญาแล้วถึงจะคิดได้ เพราะฉะนั้นการเรียนการสอน จึงต้องถามว่าเรียนให้รู้ได้ไหม
เรียนแล้วท่องจำ เรียนแล้วก็ไม่รู้ เวลาเข้าห้องสอบ เดินกลัวจะสะดุดประตู ที่ท่องมาลืมหมด
ตรงนี้คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เรียนให้รู้สำคัญที่สุด เรียนให้ท่องจำไม่มีทางที่จะทำให้เด็กเก่งได้
วิชาที่เรียนแต่ละวิชามีปรัชญาเฉพาะ สูตรคณิตศาสตร์ทุกสูตรมีที่มาที่ไป ถ้าให้นักเรียนท่อง
เดี๋ยวก็ลืม แต่ให้นักเรียนฝึกหัดปฏิบัติจนเข้าใจปรัชญาที่มาที่ไป นักเรียนเก่งและรู้จริง
รู้จริงตั้งแต่เด็ก ๆ น่ะดีที่สุด
ท่านรู้ไหมว่าในจิตวิทยาสมัยใหม่เขาบอกว่าเด็กเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
เขาบอกว่าเวลาท้องเริ่มโตแล้วบางทีแม่ต้องเหมือนคนบ้าน่ะ
สมัยก่อนเขาเรียกคนบ้าพูดคนเดียว คือพูดกับลูกในท้อง เป็นการกระตุ้นให้สมองเกิดการพัฒนาตั้งแต่เล็ก
ๆ เขาบอกว่าเด็กตัวเล็ก ๆ ที่อังกฤษของเล่นน่ะเขาทำเป็นหนังสือ หนังสือยาง
เป็นยางสังเคราะห์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายไปให้เด็กเล่น เพราะฉะนั้นเด็กนี่เห็นหนังสือเป็นของเล่นตั้งแต่เล็ก
ๆ พอโตขึ้นเห็นหนังสือไม่รังเกียจหนังสือ ของเรานี่ไม่ชอบหนังสือ ถ้าจะชอบก็ไว้บนหัวนอนเล่มหนา
ๆ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่เราจะต้องเริ่มมองตั้งแต่ขั้นตอนทุกอย่าง เพราะฉะนั้นคำว่า
reform การเปลี่ยน structure ใช่ไหม การแก้กฎหมายให้ถูก แต่กฎหมายต้องไม่ rigid
ไม่กระด้างจนขาดความคล่องตัว ระบบการศึกษาคือความคล่องตัวสุดสุด ไม่ใช่ต้องขีดเส้นให้เดินทุกอย่าง
และพวกเรานักตีความอยู่แล้ว ทุกเรื่องตีความหมด ตีความการศึกษา เป็นเรื่องเสียหาย
การศึกษามีความคล่องตัวสูงมาก ทั้งวิธีคิด วิธีปฏิบัติ สรุปว่าตำราของการศึกษาคือเรียนแล้วให้รู้
และก็ต้องให้รู้ด้วยว่า ไม่มีใครที่บอกว่ารู้แล้วจะรู้ทุกอย่างและโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ยังรู้อยู่
ถ้าไม่ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ไม่อ่านหนังสือ ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวต่าง
ๆ ของพัฒนาความรู้ ความรู้ต่าง ๆ ที่เราเรียนมามันตัน เพราะฉะนั้นเวลาเด็กรุ่นใหม่รู้มากกว่านั้นต้องขอบคุณ
เพราะสิ่งที่เขารู้มากกว่าเขาเติมความรู้ ให้เรา เรามานั่งดูระบบการศึกษาเรา
ที่เราพยายามเรียนทีละวิชา แยกทีละวิชา สมัยนี้เขาบอกว่าเรียนแบบนี้ไม่ได้ผล
เขาให้เรียนเป็นเรื่องราวแล้วเอาหลักวิชาไปแยกแยะ เพราะมันจะเกิดความเข้าใจเรียกเป็น
parallel learning กับ linear learning ที่เราเรียนปัจจุบันนี้เป็น linear
และเขาก็บอกว่าอยากให้เรียนเป็น parallel เรียนแบบ parallel คือเรียนแบบเป็นเรื่องเป็นราว
เราเรียกว่า learning by doing คือเรียนไปทำไป เรียนเก่งกับกิจกรรม ผมไปดูเด็กที่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย
เป็นเด็กโรงเรียนนำร่อง เขาให้เด็กปฏิบัติ อย่างทำเบเกอรี่ สอนเด็กทำต้องอุณหภูมิกี่องศาแล้วก็ใช้แป้งอะไร
ผสมอย่างไร นั่นคือเรียนคณิตศาสตร์ไปในตัวและภาษาอังกฤษเรียกอะไร เรียนภาษาอังกฤษไปในตัว
เรียนฟิสิกส์ไปในตัว เรื่องความร้อนสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และก็อธิบายวิชาแยก
เพราะเขาบอกว่าสมองเด็กปัจจุบันนี้กับสมองพวกเราตอนเป็นเด็กมันต่างกัน
เพราะฉะนั้นคำว่าการปฏิรูปการศึกษาเราจะบอกว่านักการศึกษาเท่านั้นที่จะ
เป็นผู้ปฏิรูปการศึกษาได้
เรากำลังเข้าใจผิด เขาต้องใช้ทั้งจิตแพทย์ และนักประสาทวิทยา (หมอ neuro) มาช่วยคิด
ช่วยมอง เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างของสมองและการรับรู้ กระบวนการรับรู้ ความเข้าใจ
และก็เรื่องพัฒนาการของสมอง ประกอบกับเรื่องของสิ่งที่จะเอาเข้าไปใส่ เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่เราปิดตัวเองไม่ได้
เราจะต้องเชิญนักสังคมสงเคราะห์ต้องเข้ามาเสริม ต้องเข้ามาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ผมอยากจะพูดอีกเรื่องก็คือเรียนพิเศษ
สอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมไม่แน่ใจว่าเราคิดถูกหรือเปล่าถามจริง ๆ เถอะประเทศที่พัฒนาแล้วมีกี่ประเทศที่สอบเข้า
ให้นักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัย การกวดวิชาที่มากเกินไปเหมือนเป็นบ้าเป็นหลังอย่างเรานี่เกิดอะไรขึ้นบ้าง
ครอบครัว พ่อแม่ ลูก ถ้าพ่อแม่ต้องทำงาน ลูกต้องไปเรียนพิเศษ ขาดความอบอุ่น
ขาดเวลาแห่งการอยู่ร่วมกัน เด็กที่มีศักยภาพทางกีฬาก็ไม่มีโอกาสเล่นกีฬา
เพราะว่ากวดวิชาไม่ทันเดี๋ยวสอบเข้าไม่ได้ก็ต้องทิ้งทุกอย่างเหมือนที่อาจารย์วิริยะฯ
บอกว่าถ้า Tiger Woods อยู่เมืองไทย เป็น Cat Woods ไปแล้ว เพราะว่าไม่ได้ซ้อมกอล์ฟหรอกมัวแต่ไปเรียนพิเศษ
ศักยภาพต่าง ๆ หดหายหมดเพราะเรียนแต่พิเศษ นี่ยังไม่นับถ้าพ่อแม่เป็นข้าราชการและไม่มีรายได้อื่นเลยต้องดิ้นรน
สมมติว่ามีลูก 3 คน ต้องส่งลูกเรียนพิเศษ ต้องเรียนชั้นดี เดี๋ยวสอบเข้าไม่ได้
ตังค์พอใช้ไหม ถ้าไม่มีอะไรความรักลูกนี่อาจทำให้คอร์รัปชั่นก็ได้ คือมันเสียมากกว่าดี
และถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่เด็กต้องเรียนพิเศษขนาดนี้ มันไม่จำเป็นเลย ถ้าเราสอนกันในห้องเรียน
สอนแบบเรียนรู้ร่วมกันในห้องเรียน นักเรียนมี 30 คน สมมติ แต่คงประมาณ
4-50 คน เอาสมองเด็ก 40 คนกับครู 1 คน ในแต่ละวิชาเรียนรู้ร่วมกัน รับรองผลสุดท้ายความรู้ที่ได้จากในห้องนั้นในชั่วโมงนั้นมากกว่าที่ครูสอนคนเดียว
เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ร่วมกัน การช่วยกันคิด ช่วยกันถกปัญหา แต่ละเรื่องเกิดการบูรณาการความรู้ความเข้าใจหลายอย่าง
สมมติว่าครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นคนเก่งวิทยาศาสตร์ ชำนาญมาก แต่คิดหรือไม่ว่าสิ่งที่ครูพูดนั้นจะเกี่ยวแค่วิทยาศาสตร์เท่านั้นไม่เกี่ยววิชาอื่น
แต่เด็กเรียนมาหลายวิชา เด็กไม่ได้โฟกัสมาวิชาเดียว เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ร่วมกัน
การเอาความคิดหลากหลายในวิชานั้น เป็นลักษณะของ parallel learning มากกว่าที่จะเป็นลักษณะที่บังคับว่า
เด็กต้องพูดวิชาเดียว เรียนวิชาเดียว การเรียนรู้ร่วมกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่เราจะต้องผลักดันให้ได้จริง
ๆ เรื่องการเรียนพิเศษ ครูสอนพิเศษอาจไม่พอใจก็ได้เพราะว่าหลายคนมีรายได้หลายสิบล้าน
เพราะสอนพิเศษ แถวสยามสแควร์สอนในห้องไม่พอต้องต่อทีวีไว้ข้างนอก กิจการดี
ผมไม่ได้ไปอิจฉาคนเหล่านี้ แต่ผมกำลังมองถึงเรื่องเด็กว่า เด็กต้องใช้เวลาขนาดนี้
ถามว่า ระบบการศึกษาของเรามีปัญหาหรือ ทำไมสอนแล้วเด็กไม่รู้เรื่องต้องไปกวดวิชาขนาดนั้น
สุขภาพก็เสีย แทนที่จะได้ออกกำลังเป็นนักกีฬา ไม่ฟิต มีความสามารถทางดนตรีก็ไม่สามารถไปฝึกซ้อมได้คือทุกอย่างมันไม่ได้เป็น
gifted พรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอ และมีคนกี่คนที่มีพรสวรรค์ ต้องเอาใจชอบและไปฝึกไปพัฒนาเท่านั้นความอบอุ่นในครอบครัวเรื่องสำคัญการเลี้ยงดูเด็กเป็นเรื่องสำคัญ
ล่าสุด
ดร.กีส ของอเมริกาเขาก็ปฏิเสธทฤษฎีของ ซิกมัน ฟรอยด์มาแล้ว เขา
บอกว่าสมองของคนในช่วงอายุ
12-20 ปี ยังพัฒนาอยู่ โดยเฉพาะตัว Synapse (ซินแนป) ที่มันเป็นเส้นที่เชื่อมสมองส่วนต่าง
ๆ คือเป็นตัวที่บอกให้รู้ว่าความเป็นผู้ใหญ่ของคนต่างกันตรงไหน เพราะฉะนั้นเด็ก
12-20 ปี ต้องการผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดคอยให้พัฒนาการการเป็นผู้ใหญ่ถ้าอายุ
12-20 ปี นี่กำลังกวดวิชา ทั้งกวดวิชา ทั้งเพื่อนพาเที่ยว สารพัดอย่าง ซินแนปก็ยังไม่จบค่อย
ๆ ทำไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นเราต้องดูกันว่า ตกลงเราจะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อไปหรือไม่
การสอบเข้ามหาวิทยาลัยวันนี้ต้องพูดเสียงดังเพราะลูกเข้าไปแล้ว ไม่งั้นจะหาว่าไปบอกให้ยกเลิกการสอบเพราะกลัวลูกสอบเข้าไม่ได้
เพราะฉะนั้นต้องไปถามกันก่อนว่าจำเป็นหรือไม่
เดี๋ยวเราจะพูดต่อถึงเรื่องของเงินกู้เพื่อการศึกษา
เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับ
เรื่องนี้
เรากำลังถามว่าที่ผมพูดว่าต้องการให้คนไทยมีความสมบูรณ์ 3 ส่วน เพราะเรากำลังเตรียมประเทศไทยเข้าสู่ประเทศระบบฐานความรู้
หลายประเทศเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติมาก แต่นับวันทรัพยากรกำลังจะหมดไป
ผมยกตัวอย่างประเทศหนึ่ง ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เพราะว่าผมเป็นนายกพูดไม่ดีเดี๋ยวจะเสียความสัมพันธ์
มีทรัพยากรน้ำมันสูงมาก และในวันหนึ่งก็ต้องหมดไปประเทศนี้เป็นประเทศที่ส่งเสริมให้คนเรียนหนังสือเฉพาะศาสนาไม่ค่อยส่งเสริมให้คนเรียนความรู้เรื่องอื่น
มี ดร.ทางศาสนามากมาย เขาบอกว่าในอนาคตประเทศนี้จะเหนื่อย เพราะไม่ได้สร้างคนที่มีความรู้ซึ่งเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์
วิทยาการความก้าวหน้าต่าง ๆ อย่างเพียงพอ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเตรียมประเทศของเราเข้าสู่สังคมฐานความรู้
เรื่อง access for all ทางด้านการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก คำว่า access
for all ทางการศึกษาคืออะไร ต้องไม่มี handicap (อุปสรรค) ระหว่าง คนจนคนรวย
ถ้าคน ๆ นั้นมีปัญญา คือ มีสมองมีความสามารถที่จะไปเรียนหนังสือได้ สุดสุดไปเลย
เรียนได้เท่าไรเรียนไปเลย ต้องไม่มีอุปสรรค ตรงนี้คือเป้าหมายสิ่งสุดท้าย
เด็กคนนี้เก่งมาก หัวดี ต้องให้เขาเรียนให้ได้สุดสุด ถึงแม้ว่าพ่อแม่เขาจะจน
ไม่เช่นนั้นลูกคนจนจะถูกสาปต่อไปว่า พ่อแม่จน ต้องเป็นคนจนต่อไป ไม่มีอีกแล้ว
ต้องไม่มี ต้องให้เขาสามารถเรียนได้ นั่นคือสิ่งที่เราต้องคิดเครื่องมือตัวนี้ว่า
ทำอย่างไรให้คนไทยคนหนึ่งซึ่งเกิดมาบนผืนแผ่นดินไทยและมีศักยภาพที่จะเรียนรู้
แล้วอยากเรียน ตั้งใจจะเรียน ต้องให้เขาเรียนให้สุดสุด เพราะเขาเรียนแล้วไม่ไปไหน
สมองเหล่านี้ช่วยสร้างประเทศไทย เขาจะสร้างในภาคเอกชน ภาครัฐ ไม่ว่ากัน เพราะเขาคือคนไทยคนหนึ่งที่ต้องให้โอกาสเขา
นั้นคือสิ่งที่ต้องทำ ทำอย่างไร ต้องทำ ทำอย่างไรก็ต้องทำ access for all
ผมกำลังพูดถึงเรื่องของคุณภาพการศึกษา
คุณภาพของสถาบัน วันนี้
สถานศึกษาทุกแห่งต้องปรับตัวและเตรียมตัว จะต้องมีรางวัลแห่งการปรับตัว
แล้วก็ต้องมีการลงโทษแห่งการไม่ปรับตัว โดยกลไกธรรมชาติ ออกเป็นระเบียบ
กติกา กฎหมาย ไม่ได้หรอกครับ ต้องให้กลไกมันบังคับว่าทุกคนต้องปรับตัว โลกการศึกษาคือโลกที่ต้องรับตัวเร็วที่สุด
ถ้าโลกการศึกษาเป็นโลกที่ปรับตัวช้า เป็นโลกการศึกษาที่แย่มาก และเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้น โลกการศึกษาเป็นโลกที่ต้องปรับตัวอย่างเร็ว จะปรับตัวอย่างเร็วได้อย่างไรก็ต้องให้กลไกบังคับว่าคนปรับตัวเก่งมีรางวัล
คนไม่ปรับตัวถูกลงโทษโดยกลไกเอง ผมนั่งดูโครงการที่ออสเตรเลียใช้และเอามาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย
คือเรื่อง Income Contingent Loan คือการให้เงินกู้เพื่อการศึกษาโดยการผูกเข้ากับรายได้ในอนาคต
คือ เราต้องสรุปได้ว่า คนไทยทุกคนถ้าเมื่อมีการศึกษาแล้วควรจะมีงานทำและไปประกอบอาชีพมีรายได้
แล้วถ้าเมื่อเขามีรายได้ถึงจุดหนึ่งซึ่งสามารถเจียดกลับมาใช้หนี้โดยชีวิตไม่เดือดร้อน
ค่อยมาเจียดจ่ายรายได้ของเขาส่วนนั้นมาใช้หนี้ นั้นก็คือว่า ผมอยากเห็น
ที่ผมพูดนี่ไม่ได้หมายความว่าต้องทำวันรุ่งขึ้น
แต่บรรทัดสุดท้ายควรจะเป็น
อย่างนั้น
แต่จะไปเดินทางอย่างไรอันนี้เป็นรายละเอียด หมายความว่ามหาวิทยาลัย โรงเรียน
ทุกแห่ง ต้องถูกแข่งขัน ภาครัฐ ภาคเอกชน ต้องแข่งขันกันหมด ไม่มีการมัดมือมัดเท้าใครทั้งสิ้น
ใครอยากกำหนดค่าเล่าเรียนเท่าไรกำหนดไปเลย กำหนดแล้วจะให้เงินเดือนครูเท่าไรให้ไป
แต่ถ้าทำไม่ดีไม่มีคนเรียน ขาดทุนต้องรับผิดชอบเอง ช่วยไม่ได้ คิดเงินเดือนครูไว้คนละ
50,000 บาท ปรากฏว่าไม่มีนักเรียน อาจจะไม่มีเงินเดือนจ่ายก็ช่วยไม่ได้เพราะว่าไม่
reallistic เพราะจะแข่งขันกับคนอื่น จะต้องบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ
ต้องรักษาภาพพจน์ของสถาบัน จะต้องให้ครูเป็นคนซึ่งมีความรัก ผูกพันที่จะสอนนักเรียนแล้วก็มีความรู้ที่จะเรียนรู้ร่วมกับนักเรียน
สิ่งที่ต้องทำถ้าไม่ทำก็สู้ไม่ได้ เด็กก็ไม่ไปเข้าที่โรงเรียนเพราะมีที่ให้เข้าที่อื่นมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน
รัฐบาลแทนที่จะเอาเงินไปอุดหนุนสถานศึกษาโดยตรง
เมื่อถึงเวลาเป็นโรงเรียน
เป็นมหาวิทยาลัย
ก็ทำเรื่องขอเงินจากรัฐบาล กำหนดเลยครับว่า สมมติมหาวิทยาลัยรับคนได้กี่คน
จะเก็บค่าหน่วยกิตเท่าไรเก็บไปเลย เด็ก ๆ ไม่เดือดร้อนเพราะว่าไม่ต้องจ่าย
บัตรประจำตัวที่มี smart card นั่นแหละไปเซ็นไว้เลย ค่าเล่าเรียนเทอมนี้ เสร็จแล้วเมื่อจบมีงานทำเราจะเชื่อมฐานข้อมูลกับกรมสรรพากร
เมื่อคุณมีงานทำเงินเดือนถึงเท่านี้ สมมติว่าหมื่นสองพันบาท ขอหักมาจ่ายใช้หนี้เดือนละ
1,000 บาท สมมติว่าเป็นหนี้อยู่ 100,000 บาท ก็ใช้ไปเรื่อย ๆ ดอกเบี้ยไม่คิด
รัฐจ่ายเอง รัฐ subsidize ดอกเบี้ย ก็ไปตั้งอัตราค่าเล่าเรียนให้พอ สมมติว่าตั้งไว้หลักสูตรเทอมละ
100,000 บาท แต่อีกแห่งหนึ่งตั้งไว้แค่ 80,000 บาท แต่เข้าท่ากว่า สอนดีกว่า
หลักสูตรดีกว่า คุณก็ได้นักเรียนน้อยลง ยิ่งมหาวิทยาลัยมีอาจารย์อยู่เยอะ หลายคณะ
มีความรู้หลากหลาย ต้องบริหารเป็น คุณจะสอนเด็กให้จบออกมาบริหารแต่สถานศึกษายังบริหารไม่เป็นก็ช่วยไม่ได้
เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องไปคิดว่าจะกำหนดอย่างไร ค่าน้ำ ค่าไฟ จะเปิดฟุ่มเฟือย
จะสร้างเยอะๆ ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าคุณไม่รู้จักประหยัด ต้องไปเก็บแพง เก็บแพงเด็กไม่เรียน
เพราะฉะนั้นต้อง efficient ในการบริหารจะต้องมีคุณภาพในการศึกษา นักเรียนไม่ต้องจ่ายตังค์
แปะไว้ก่อน มีงานแล้วค่อยทยอยจ่าย แม้กระทั่งคนที่ทำงานแล้วอยากเรียนปริญญาโท
ไปเรียนเลย อยากเรียนปริญญาเอกไปเรียนเลยไม่ต้องจ่ายเอาการ์ดแปะโป้งไว้ ถ้าเงินเดือนขึ้นถึงจุดหนึ่งแล้วค่อยทยอยจ่าย
แทนที่รัฐบาลจะเอาเงินไปอุดหนุนโรงเรียนโดยตรง รัฐบาลเพียงแต่จัดเงินหมุนเวียนก้อนหนึ่ง
รุ่นพี่จบมีงานทำ รุ่นน้องเข้ามา รุ่นพี่เริ่มทยอยใช้ รุ่นน้องก็ได้เรียนต่อ
เหมือนพี่เลี้ยงน้อง เพราะฉะนั้นจึงเป็น concept ที่หมุนไป ซึ่งอาจจะเริ่มใช้ที่มหาวิทยาลัยก่อนแล้วค่อยกลับมาที่โรงเรียน
ซึ่งถ้าให้ทุกคนต้องปรับตัว อันนี้ยิ่งกว่าการปฏิรูปอีก ยิ่งกว่าการปฏิวัติอีก
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องทำ ต้องปรับตัวอย่างรุนแรง ถามว่า พูดง่ายไหม ทำยากไหม
ยาก แต่ต้องทำ เราอาจจะนำร่องแล้วท่านจะเห็นเลยว่า วันข้างหน้านี่ครูเราจะเก่ง
ผู้บริหารการศึกษาเก่ง นักเรียนจะได้สถานศึกษาดี ๆ เพราะฉะนั้นเอกชนก็ได้ รัฐก็ได้
เพราะถือว่ารัฐบาลให้เหมือนกับให้เรียนฟรี คล้ายเรียนฟรี แต่ไม่ใช้เรียนฟรีอย่างนั้น
บางทีมันก็ไม่ได้ผล ต้องไปอุดหนุนก่อน อุดหนุนครูก็ไม่ปรับตัว สถานศึกษาก็ไม่ปรับตัว
แต่ใช้ระบบของการแปะโป้ง ในเมื่อสถานการศึกษาเก็บค่าเล่าเรียนได้ก็เอาเงินไปบริหารเป็นค่าน้ำค่าไฟ
ค่าพัฒนาโรงเรียน ค่าครู ค่าโบนัส ถามว่าทำไมถึงทำแบบนี้ได้ ได้ เพราะสถาบันการศึกษาที่เรามีอยู่ทั้งหมดยังไม่เพียงพอกับความต้องการของสังคมในวันนี้
ถ้ามีมากทำไม่ได้ จะบังคับให้ปรับตัวตรงนี้คงทำไม่ได้เลย ปรับตอนนี้ยังไม่เป็นไร
แต่อีกหน่อยมันจะเริ่มมีการขยาย สมมติว่ามหาวิทยาลัยของรัฐเคยรับน้อย เพราะว่าไม่อยากสอนมาก
ห้องเรียนก็มีพอ ว่างอยู่ไม่ได้หรอก คณะใครคณะนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน ต่อไปนี้จะไม่ใช่แล้ว
เชิญมาใช้ห้องนี้ มาใช้ตึกนี้ ตึกนี้ว่าง ก็จะรับนักเรียนมากขึ้น รับนักศึกษามากขึ้น
ความทั่วถึงก็จะเกิดขึ้น มหาวิทยาลัยนั้น ๆ โรงเรียนนั้น ๆ ก็จะมีนักเรียน
มากขึ้น สิ่งที่คิดว่าจะไปตรงนั้น ถามว่าทำได้ทันทีไหม อาจจะต้องทดลอง อันนี้เป็นเรื่องที่ผมพยายามขายความคิด
วันนี้กำลังให้ทีมเขาไปศึกษาอยู่นะครับ ดูผลข้างเคียง อาจจะแบ่งอุดหนุนส่วนหนึ่ง
และไปอุดหนุนในส่วนของค่าเล่าเรียนอีกส่วนหนึ่ง แทนที่จะมาเลิกอุดหนุน 100
เปอร์เซ็นต์ และเอาเป็นเรื่องค่าเล่าเรียน อาจใช้ step ปีนี้เอาไปก่อนนะที่เคยของบไว้ร้อยนึง
เอาไป 50 ปีหน้าเหลือ 30 อีกปีเหลือ 25 อาจจะค่อย ๆ เป็นอย่างนี้ก็แล้วแต่อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิด
เป็นความคิดของผม inside out เพราะฉะนั้นต้อง outside in เพื่อหาแนวทางร่วมกันที่เป็นไปได้และเป็นจริง
แต่ทั้งหมดเพราะตำราอยู่ที่ใคร อยู่ที่นักเรียนนักศึกษา ทำทุกอย่างไปที่ customer
ก็คือนักเรียน นักศึกษา ถ้าเรามุ่งที่จะให้ customer พึงพอใจ ก็คือนักเรียน
นักศึกษา พอใจ ได้ระดมสถานศึกษาที่ดีและสอนดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ตรงเป็นจุดเป้าหมายสุดท้าย
ถ้าเรามองตรงนี้ตรงกันผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ยาก ทีนี้กลับมาโรงเรียนเด็ก
ถามว่าทำอย่างไร พัฒนาครูวันนี้ ครูต้นแบบพัฒนาทีละ 30,000-40,000 คน พัฒนาต่อไปได้มากน้อยแค่ไหน
ไม่ทัน ต้องใช้เทคโนโลยีช่วย distance learning หรือ e-learning แต่ต้องเป็น
two way จะต้องเริ่ม เช่น มีครูเก่งคณิตศาสตร์ที่เตรียมอุดม ก็จะเอาตารางสอนของครูคณิตศาสตร์คนนี้ที่พร้อมจะสอน
ออกไปเหมือนกับที่ไกลกังวลทำ แต่ว่าต้นแบบของครูอาจจะต้องเลือก แล้วก็ on air
โรงเรียนไหนอยากจะให้ครูและนักเรียนมานั่งเรียนด้วยกัน พร้อมกันนี่ก็มานั่งเรียน
เครื่องไม้เครื่องมือเท่านี้ต้องลงทุน คุ้มกว่า มานั่งรอผลิตครู ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ผลิตครูพันธุ์ใหม่
ต้องผลิต แต่ว่านั่งรอไม่ได้เพราะเด็ก generation แล้ว generation เล่า ต้องได้รับการแก้ไข
รอไม่ได้ เพราะฉะนั้นลงทุนเครื่องไม้เครื่องมือคุ้มกว่าคุ้มกว่า ซึ่งอาจจะมีครูสอนภูมิศาสตร์
ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ผมก็ล้าสมัย ครูสอนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ที่อำเภอดอยสะเก็ดเก่ง
ก็ on air ที่โน่นแล้วก็บอกให้รู้ว่าวิชานี้สอนเวลาเท่าไร ก็ทำเรียนด้วยกันได้
ก็จะทำให้ครูเก่ง ครูต้นแบบถูกกระจายความเข้าใจไปทั่วประเทศ ซึ่ง กศน. ได้มีการทำเรื่องนี้
ทำท่าเป็นอยู่แล้วแต่ตอนหลังหายไป เอามาทำใหม่ เอามาปัดฝุ่นใหม่แล้ว upgrade
พัฒนาระบบใหม่ ท่านปลัดรู้ดี กศน.เก่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเอามาทำใหม่ใช้เทคโนโลยีช่วย
เดี๋ยวนี้จะมานั่งใช้คนตลอดเวลาไม่ได้ บางทีมันต้องใช้เครื่องมือช่วยด้วย แต่ใช้คนนั่นแหละ
software มาจากคนแต่ใช้ hardware หรือเครื่องมือสมัยใหม่เข้าช่วย มันจะได้เร็วขึ้น
ช้าไม่ได้ โรงเรียนรัฐ เอกชน อยากจะรับรับไปเลยแต่ต้อง two way ได้มี consultation
หลังไมค์แบบเดียวกับรายการวิทยุก็มีครูที่ให้คำปรึกษา อยากปรึกษาก็มาปรึกษา
โทรเข้ามาปรึกษา อาจจะทดลองกับโรงเรียนในฝันก่อนก็ได้ โรงเรียนในฝันต่อในฝันเชื่อมกัน
ใครจะขอเก่งเรื่องอะไรบอกมา ประถมปีที่ 1 โรงเรียนในฝันอำเภอนี้เก่งวิชานี้
มัธยมปีที่ 1 โรงเรียนในฝันเก่งวิชานี้ เป็นต้นแบบขอให้จัดการปฏิรูปแบบนี้แล้วก็จะลิงค์กัน
ตรงนี้ต้องใช้ computer ผมไปที่ไหนก็มีแต่คนเรียกหา computer และ computer
เดี๋ยวนี้ ยังไม่ทันสอนเลยเด็กทำได้แล้ว เพราะเด็กสมัยนี้เล่นพวกเครื่องไม้เครื่องมือพวกนี้เก่ง
พวกเราซื้อวิทยุติดรถยนต์มา มี feature เยอะ ๆ ไม่รู้เรื่องใช้ไม่เป็นต้องให้ลูกช่วย
เพราะฉะนั้นเด็กสมัยนี้เขาเรียนรู้เร็วไม่ต้องห่วง เรียกว่าไม่มีครูสอน computer
เดี๋ยวเด็กจะเล่นไม่ได้ อย่าไปห่วงนี่ใส่เข้าไปเลย
Bill
Gates จะทำ software ให้ประเทศไทยเป็นพิเศษ เป็น software สำหรับ
beginner
สำหรับคนที่มี computer เป็นเครื่องแรกในชีวิต มีเครื่องมือ มี software เขากำลังจะ
announce นะ เพราะวันนั้นเขานั่งคุยกับผม รองประธานเขามานั่งคุยกับผม แล้วผมก็พูดคุยกับเขา
เขาเลยได้ไอเดียขึ้นมาว่าน่าจะทำ software ตัวนี้เพราะที่เขาทำมันสูงไปนิดหนึ่ง
ไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็น very beginner ก็เขาก็เลยจะทำเรื่องนี้ ก็จะเร็ว ๆ
นี้ เดือนกันยายนหรือตุลาคม เขาจะประกาศในประเทศไทย จะประกาศ software ตัวนี้
ทำให้การใช้ computer ง่ายขึ้น พวกนี้ต้องไม่เป็นไรหรอก เงินเป็นสิ่งสมมติ
ถ้าเราสมมติว่าเราจะสร้างเด็กให้เก่ง อีกหน่อยเด็กจะมีปัญญาสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็ง
เราสมมติไว้ก่อนแปะโป้งตอนนี้ไว้ก่อน ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้น เรื่อง ICT สำคัญ ผมอยากจะกลับมาพูดถึงเรื่องของความพอเพียงของการศึกษา
และก็เรื่องของความต้องการของสังคม ตรงนี้อย่างที่บอกว่า access for all แล้วเราจะไม่มีการสอบเข้า
แสดงว่าต้องมีที่นั่งให้นักเรียนเรียนหนังสือทั้งภาครัฐภาคเอกชนรวมกันแล้วพอเพียง
และให้มหาวิทยาลัยเขาไปคัดเอาเอง เขาจะสอบสัมภาษณ์ จะสอบ Aptitude Test , SAT,
IELS, TOEFL หรือ GMAT อะไรก็เรื่องของเขา แต่ทุกอย่างเป็น standard อันนี้ไม่เป็นไร
เขาก็ไปเลือกเอา แต่ถ้าเรามีเก้าอี้นั่งพอเพียงกับความต้องการของเด็กแล้วปัญหาคำว่า
access for all เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้สำคัญ แต่ทีนี้ถามกันว่าจะเรียนให้จบอะไรแล้วต้องการอะไร
อันนั้นเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันนอกเหนือจากระบบของสถาบันการศึกษา สภาพัฒน์ฯ
ภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม ต้องมาคิดกันว่าอนาคตเราต้องการบัณฑิตประเภทไหน
เราจะได้โฟกัสและให้พอเพียงในประเภทนั้น ที่เหลือไม่เป็นไร เอาน่ะ จบปริญญามาคือขอให้จบแล้วมีความรู้เป็นพื้นฐานแห่งการคิดต่อ
คิดเป็นถ้าหากว่าเราไม่เป็น rote learning คือเรียนแบบท่องจำ เด็กเหล่านี้จบมาก็คิดต่อคิดเป็นได้
คือจบมาแล้วคิดเป็น มันจบอะไรก็เรียนต่อได้ อย่างวันนี้นี้ผมจบปริญญาเอก Criminal
Justice แต่ผมต้องเรียนเรื่องของเศรษฐศาสตร์ ต้องเรียนเรื่องของบริหารการจัดการ
ต้องเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์บ้าง ก็พอเรียนได้เพราะเป็นพื้นฐาน มีพื้นฐานในการเรียนรู้ต่อ
แต่อยู่ที่ว่าเราใฝ่ที่จะเรียนเพิ่มหรือไม่ ถ้าเราใฝ่ที่จะเรียนเพิ่มจบอะไรก็เรียนต่อได้
MBA
ที่อเมริกา จบอะไรเขาต่อ MBA ได้หมด จบประวัติศาสตร์ก็ไปต่อ MBA
เพราะเขาถือว่าพอเข้าไปแล้วมีวิชาหลัก
ๆ ที่ให้เข้าใจ และนอกนั้นเป็นเรื่องของความคิด ใช้ความคิด เพราะฉะนั้นถ้าพื้นฐานของการคิดเป็น
เรียนต่อวิชาอะไรก็ได้ ยกเว้นแต่สายวิชาชีพโดยตรง เช่น หมอ ที่บังคับวิชาพื้นฐาน
เพราะฉะนั้นการกำหนดว่าเราจะผลิตบัณฑิตประเภทไหนอย่างไรนั้นก็
เป็นหัวใจสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องมาช่วยกัน และต้องดูความต้องการของสังคม
ไม่งั้นเราผลิตนักนิติศาสตร์เต็มบ้านเต็มเมือง เต็มไปหมดที่ไหนก็มีแต่นักนิติศาสตร์เลยออกไปตีความกันมาก
นักรัฐศาสตร์ก็เต็มไปหมด ผลสุดท้ายทุกอย่างเป็นการเมืองหมด อย่างนี้ก็ไม่ไหว
ต้องคิดว่าผลิตแค่ไหนพอ เราต้องการนักนิติศาสตร์เท่าไร นักรัฐศาสตร์เท่าไร
แต่วันนี้นิติศาสตร์คนจบสายวิทย์เรียนเก่งๆ ก็ไปเรียนนิติศาสตร์ เพราะกะรับราชการเป็นอัยการเป็นผู้พิพากษาเงินเดือนแพงกว่าวิศวะอีก
อันนี้ต้องปรับใหม่อันนี้เป็น distort (ผิดเพี้ยน) ระบบนี้ distort เพราะฉะนั้นต้องแก้
คนเรียนสายศิลป์กับคนเรียนสายวิทย์นี่ พื้นฐานของความเก่งทางปัญญามันต่างกัน
เพราะฉะนั้น distort ตัวนี้ไม่ได้ก็ต้องแก้ในส่วนนี้ เมื่อเช้าอ่านหนังสือพิมพ์พบว่า
สตีเฟ่น ฮอฟกิน รู้จักไหมครับ นักคณิตศาสตร์อังกฤษที่เป็นคนพิการ เป็นคนที่เก่งมาก
เขายอมรับว่าสิ่งที่เขาเชื่อมาโดยตลอดว่า หลุมดำไม่มี information อะไรนี่
วันนี้มีนักฟิสิกส์ของอเมริกาซึ่งเถียงตลอดเวลาและยอมรับว่าเมื่อก่อนนี่หลุมดำมันดูดทุกอย่างเข้าไป
พวกแก๊สต่าง ๆ ที่ออกมาจากหลุมดำนั้น ไม่ให้ information อะไรเลย แต่วันนี้นักฟิสิกส์เขายืนยันว่ามันให้
information เกี่ยวกับเรื่องของจักรวาล แล้วเขาเริ่มยอมรับ ขนาดเป็นคนที่มีเชื่อเสียงเก่งขนาดนี้ในโลกเขาเริ่มยอมรับว่า
สิ่งที่เขารู้ในวันนี้ ในวันหน้าสิ่งที่รู้นั้นอาจจะไม่จริงก็ได้ เมื่อเขาเห็นมีสิ่งที่ยืนยันว่าสิ่งที่เขารู้นั้นไม่จริง
มีสิ่งที่จริงกว่าที่มันเปลี่ยนในสิ่งที่เขารู้ก็ยอมรับอันนี้ก็สำคัญ ที่เอาตรงนี้มาพูดก็คือว่า
ครูทั้งหลายต้องยอมรับเด็กรุ่นใหม่ที่จะให้เขากล้าพูด กล้าแสดงออก กล้าคิด
กล้าทำ ผู้บังคับบัญชาที่พยายามปลุกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคิดแล้วทำมากเท่าไร
ผู้บังคับบัญชาคนนั้นสบาย เขาใช้คำว่า release brain power ปลดปล่อยพลังสมอง
ถ้าครูรู้จักปลดปล่อยพลังสมองนักเรียนในห้องเรียน ผู้บังคับบัญชารู้จักปลดปล่อยพลังสมองของผู้ใต้บังคับบัญชา
องค์กรนั้นหรือห้องเรียนนั้นจะมีความรู้ใหม่ ๆ จะมีแรงขับเคลื่อนใหม่ๆ อีกมากมาย
เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ การปฏิรูปการศึกษาสมัยใหม่นั้นคือการ
release brain power คือการปลดปล่อยพลังสมองของนักเรียนทุกคน อย่าให้มัวนั่งหลับ
เพราะมัวแต่ lecture อย่างเดียว ต้องกระตุกให้เขาช่วยคิด เขาบอกว่า สมองมนุษย์นี่ถ้ากระตุกให้คิดมากเท่าไรความสามารถในการคิดและความจำจะดีขึ้นกว่าคนไม่ถูกกระตุก
2 เท่า เพราะฉะนั้นต้องกระตุกให้สมองคิดตลอดเวลาถึงจะเก่ง สุดท้ายที่เดินผ่านซุ้มศูนย์การเรียนชุมชนมีห้องสมุด
มี CD มี DVD น่ารักมาก นี่คืออีกเรื่องหนึ่งของคำว่า access for all คำว่า
access for all นี่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปเฉพาะเรื่องของได้มีโอกาสเรียนหนังสือเพื่อได้ประกาศนียบัตร
ไม่ใช่ ไม่พอ ต้องให้เขาสามารถค้นคว้าหาความรู้ในสิ่งที่เขาอยากรู้ได้อย่างไม่สิ้นสุด
internet คือส่วนหนึ่ง ห้องสมุดอีกส่วนหนึ่ง แต่ห้องสมุดของเรานั้น ไม่
live ไม่ lively ไม่มีชีวิตชีวา เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างห้องสมุดที่มีชีวิตชีวา
ไม่ใช่ถึงเวลามีขนไก่อันหนึ่งคอยปัดเดิน บรรณารักษ์ปัดฝุ่นกันได้ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องช่วยกันสร้างห้องสมุดที่
lively เล็กน้อยไม่เป็นไร แต่ให้มัน lively ในชุมชน ในโรงเรียน หรือหลังห้องเรียน
นักเรียนที่จบแล้ว หนังสือที่ตัวเอง lecture ขีดฆ่าไว้เอาทิ้งไว้ให้น้อง ๆ
ได้ดูได้ไหม convince เขาได้ไหมน้อง ๆ รุ่นน้อง ๆ มาเห็นก็ดีใจ รุ่นพี่และรู้อีกว่าคนพี่คนนี้ไปชนะโอลิมปิกมา
เขาอยากจะดู มันชื่นใจ เป็นการ inspire มันเป็นแรงกระตุ้นจูงใจ และมี story
นี้บอกเขา เพราะฉะนั้นครูจะต้อง inspire เด็กให้เรียนรู้ตลอดเวลา story เรื่องราวที่กระตุ้นให้เด็กมีความรู้
เพราะฉะนั้นห้องสมุดที่ lively ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตมโหฬาร แต่ผมจะทำห้องสมุดที่ใหญ่โตมโหฬารในกรุงเทพฯ
และหัวเมืองใหญ่ และจะเป็นห้องสมุดที่มีหนังสือมีอะไรที่พัฒนาตลอดเวลา แม้กระทั่งหนังสือแห้ง
ๆ หนังสือที่เป็น e-book จะรับ e-book จากทั่วโลก เพื่อต้องการให้คนไทยที่ต้องการไปไขว่คว้าหาความรู้
ต้องการข้อมูลที่เรารู้ต้องสามารถหาได้ไม่มีสิ้นสุด เพราะผมเองเป็นคนที่ชอบหาความรู้และถามตลอดเวลา
information ไม่ใช่ power อีกแล้ว knowledge คือ power
Information
ต่อไปนี้คือ information เมื่อก่อนนี้มี data และก็มี information
และ
information มาสังเคราะห์ก็เป็น knowledge มีความรู้มากเข้าก็มี wisdom เป็นระดับไป
เพราะฉะนั้นต้องสร้าง wisdom ในสังคมไทย แต่จะสร้าง wisdom ในสังคมไทยได้อย่างไร
เมื่อแค่ information ยังไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นต้องมี information มาก ๆ และเอาคนทั้งหลายนักวิชาการทั้งหลายนั้นหา
information มาก ๆ และจะได้เกิด konwledge และจะได้เกิด wisdom เพราะฉะนั้นวันนี้ห้องสมุดก็ดี
แหล่งข้อมูลก็ดี การทำงานเข้าถึงข้อมูลก็ดีจะเป็นสิ่งที่ต้องผลักดันกันต่อไป ผมได้ตั้งองค์การบริหารและพัฒนาความรู้ขึ้นมาหนึ่งแห่งเพื่อจะดูเรื่องของเด็ก
genious ดูเรื่องของ life style ดูเรื่องห้องสมุด ดูเรื่อง museum ดูเรื่องการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมของคน นี้ก็จะต้องทำต่อ ก็สิ่งที่ผมทำวันนี้ ทุนการศึกษา จักรยานยืมเรียนที่รัฐมนตรีศึกษาพูดนั่นคือ
access for all คือต้องการให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึง เข้าถึงความรู้ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร
เข้าถึงสิ่งที่จะทำเพิ่มพูนศักยภาพของสมองเขา เพื่อให้เกิดปัญญาที่เฉียบคมในอนาคตข้างหน้า
เรื่องราวเยอะ พูดแล้วต้องทำเยอะ ท่านรัฐมนตรี ผู้บริหารการศึกษาทั้งหลาย
เราต้องมาเป็นทีมเดียวกัน ต้องรวมใจกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ที่จะยกเครื่องระบบการศึกษาของประเทศใหม่ทั้งหมดหลุดจากกรอบเดิม
ๆ มิติเดิม ๆ ทิ้งรูปแบบที่ไม่จำเป็น เก็บแต่สาระดี ๆ ไว้เพื่อให้ลูกหลานของเรานั้น
คิดเป็น อยากคิด อยากเรียนรู้ ไม่มีสิ่งใดที่ขัดขวางเขาได้ คือเขาอยากจะเรียนรู้
นั้นคือค้นตำราที่จะต้องทำให้ได้เพราะฉะนั้นเรื่องเงินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ผมนักหมุนเงิน
ถ้าจะต้องหมุนเงินเพื่อการศึกษาที่ไม่ฟุ่มเฟือยและได้ผล เท่าไรก็ต้องลงทุน
รถไฟฟ้าเรายังต้องลงทุน 4-5 แสนล้าน ยังต้องลงทุน แต่ลงทุนสร้างปัญญาและสมองของมนุษย์คนไทยนั้น
เท่าไรก็ต้องลงทุน แต่ลงทุนแล้วต้องได้กับเด็ก เราต้องช่วยกันก่อนว่าเด็กจะได้อะไรแล้ว
along the way ผู้ใหญ่ค่อยได้ ถ้าถามว่าผู้ใหญ่จะได้อะไรก่อนแล้วเด็กว่าทีหลังนั้น
ผิด เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องอยู่เพื่อเด็ก ห้ามเด็กอยู่เพื่อเรา ถ้าเราคิดว่าเราจะอยู่เพื่อ
new generation เราต้องทุ่มเท ที่พูดมาทั้งหมดทำยาก แต่ไม่มีอะไรเกินมือเรา
ถ้าเรามีจิตใจรักลูกหลาน เราอยากจะทำให้เขาเก่งและอยากให้เขาเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยเราในอนาคต
สุดสุดไปเลยนะ ผมพร้อมที่จะสนับสนุนพวกท่าน ขอขอบคุณอีกครั้งในความปรารถนาที่เราได้มุ่งมั่น
โดยเฉพาะรัฐมนตรีศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ทุก ๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้และที่บ้าน
อยู่ที่โรงเรียน สถานศึกษาต่างจังหวัด ตั้งใจฟังกันวันนี้ขอให้พูด ขอให้ชัดเจนเลยครับว่า
ผมต้องการเปลี่ยนแปลงการศึกษาอย่างเร็ว อย่างแรง อย่างถูกต้องแม่นยำ
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อสร้างเด็กไทยให้เป็นเด็กที่เก่งและเป็นเด็กที่ดีและก็อยากให้เขามีความสุข
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัว ก็เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อไป วันนี้ขอจบการบรรยายเพียงเท่านี้ขอขอบคุณทุกท่านครับ
สวัสดีครับ
|