![]() |
||
|
ข้อสอบครูดอทคอม
ชุดที่ 78
|
||
| 1.
ข้อใดในข้อดังต่อไปนี้ถือได้ว่าเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ ก. จัดระบบการถือครองที่ดิน และการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม จัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ข. ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งค่าตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม ค. สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตามกำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภคป้องกัน การผูกขาด ยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวมหรือการจัดให้มีการสาธารณูปโภค ง. ถูกทุกข้อ 2. ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตา 211 คณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องชี้แจง ต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐตามที่บัญญัติไว้ และต้องจัดทำรายงานแสดงผลการดำเนินการรวมทั้งปัญหาและอุปสรรค เสนอต่อรัฐสภาปีละกี่ครั้ง ก. 1 ครั้ง ข. 2 ครั้ง ค. 3 ครั้ง ง. 4 ครั้ง 3. เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ให้รัฐจัดให้มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติขึ้น สภาฯ ดังกล่าวมีหน้าที่อย่างไร ก. ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม ข. ให้ความเห็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่มีข้อใดถูก 4. รัฐสภาประกอบด้วยสภาอะไรบ้าง ก. สภาผู้แทนราษฎร ข. วุฒิสภา ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่มีข้อใดถูก 5. ผู้ใดเป็นประธานรัฐสภา ก. ประธานสภาผู้แทนราษฎร ข. ประธานวุฒิสภา ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่ข้อใดถูก 6. ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะตามขึ้นเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดย คำแนะนำและยินยอมขององค์กรใด ก. สภาผู้แทนราษฎร ข. วุฒิสภา ค. รัฐสภา ง. ถูกทุกข้อ 7. ร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญติประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในกำหนดเวลากี่วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัต ิหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจากสภา เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้บังคังใช้เป็นกฎหมายได้ ก. 20 วัน ข. 30 วัน ค. 60 วัน ง. 90 วัน 8. ร่างพระราชบัญญัติ หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย และพระราชทานคืนมายังรัฐสภาหรือเมื่อพ้นเก้าสิบวันแล้วมิได้พระราชทานคืนมาก รัฐสภามีมติยืนยันตาม เดิมด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าเท่าใดของจำนวน ไม่น้อยกว่าเท่าใดของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ ของทั้งสองสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรี นำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริย์มิได้ทรงลงพระปรมาภิไธย พระราชทานคืน มาภายในสามสิบวัน ให้นายกรัฐมนตรีนำพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ก. หนึ่งในสอง ข. สองในสาม ค. สามในสี่ ง. สี่ในห้า 9. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่ มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใด คนหนึ่งแห่งสภาสิ้นสุดลงตามมาตรา 118 (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (11) หรือ (12) หรือมาตรา 133 (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) หรือ (10) แล้วแต่กรณีและให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้น ไปยังที่ใด เพื่อวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่ ก. ศาลแพ่ง ข. ศาลอาญา ค. ศาลรัฐธรรมนูญ ง. ศาลคดีเด็กและเยาวชน 10. การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาที่ต้องคืนเงินประจำตำแหน่งและ ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องคืนในกรณีใด ก. ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วย กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้งสมาชิก ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ข. ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่ข้อใดถูก 11. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนกี่คน ก. 360 คน ข. 400 คน ค. 500 คน ง. 555 คน 12. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อตามมาตร 99 มีจำนวนกี่คน ก. 100 คน ข. 150 คน ค. 200 คน ง. 250 คน 13. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตร 102 มีจำนวนกี่คน ก. 300 คน ข. 400 คน ค. 500 คน ง. 600 คน 14. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือก บัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้นโดยให้เลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งเพียงบัญช ีเดียวและให้ถือเขตใดเป็นเขตเลือกตั้ง ก. เขตเทศบาล ข. เขตอำเภอ ค. เขตจังหวัด ง. เขตประเทศ 15. รายชื่อของบุคคลในบัญชีราชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ก. ประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม ข. ไม่ซ้ำกับรายชื่อในบัญชีที่พรรคการเมืองอื่นจัดทำขึ้น และไม่ซ้ำกับรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่ง เขตเลือกตั้งตามมาตร 102 ค. จัดทำรายชื่อเรียงตามลำดับหมายเลข ง. ถูกทุกข้อ 16. บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละเท่าใดของจำนวนคะแนนเสียงรวม ทั้งประเทศให้ถือว่าไม่มีผู้ใดในบัญชีนั้นได้รับเลือกตั้ง และมิให้นำคะแนนเสียงดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อหา สัดสวนจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก. ร้อยละห้า ข. ร้อยละสิบ ค. ร้อยละสิบห้า ง. ร้อยละยี่สิบ 17. ในกรณีที่มีเหตุใด ๆ ทำให้ในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้ง จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน ให้สมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชี รายชื่อประกอบด้วยสมาชิกเท่าไร ก. เท่าที่มีสมาชิกอยู่ ข. เลือกผู้อยู่ลำดับรองมาแทนที่ให้ครบร้อยคน ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่มีข้อใดถูก 18. การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออก เสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละกี่คน ก. 1 คน ข. 2 คน ค. 3 คน ง. 4 คน 19. การคำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้คำนวณจากจำนวนราษฎรเท่าไรตามหลักฐาน การทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยด้วยจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สี่ร้อยคน ก. 150,000 คน ข. จำนวนราษฎรทั่วประเทศ ค. จำนวนราษฎรสี่ภาค ง. ถูกทุกข้อ 20. จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละจังหวัดจะพึงมิให้นำจำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนที่คำนวณ ได้จาก จำนวนราษฎรทั่วประเทศ/400 มาเฉลี่ยจำนวนราษฎรในจังหวัดนั้นจังหวัดใดมี ราษฎรไม่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคน ให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน จังหวัดนั้นได้หนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกินเกณฑ์จำนวนราษฎรต่อสมาชิกหนึ่งคนให้ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดนั้นได้เพิ่มอีกหนึ่งคน ทุกจำนวนราษฎรที่ถึงเกณฑ์จำนวนราษฎร ต่อสมาชิกหนึ่งคน เมื่อได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละจังหวัดแล้วถ้าจำนวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่ครบสี่ร้อยคน จังหวัดใดมีเศษเหลือจากการคำนวณมากที่สุด ให้จังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และให้เพิ่มสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรตามวิธีการดังกล่าวแก่จังหวัดที่มีเศษที่เหลือจากการคำนวณในลำดับรองลงมา ตามลำดับจนครบจำนวนกี่คน ก. 300 คน ข. 350 คน ค. 400 คน ง. 450 คน 21. จังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่เกินหนึ่งคนให้ถือเขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และจังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เกินหนึ่งคน ให้แบ่งเขตจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้ง มีจำนวน เท่าจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พึงมี โดยจัดให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีจำนวนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรกี่คน ก. 1 คน ข. 2 คน ค. 3 คน ง. 4 คน 22. ในการเลือกตั้งทั่วไปให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง ที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้นกี่บัญชี และมีสิทธิออกเสียงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งนั้นได้หนึ่งคน ก. 1 บัญชี ข. 2 บัญชี ค. 3 บัญชี ง. 4 บัญชี 23. ในการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่ง เขตเลือกตั้งซึ่งว่างลงตามมาตรา 119 (2) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสิทธิออกเสียงลง คะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นหนึ่งคน การเลือกตั้ง ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนอย่างไร ก. ออกเสียงลงคะแนนโดยตรง ข. ออกเสียงลงคะแนนโดยลับ ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่มีข้อใดถูก 24. ในแต่ละเขตเลือกตั้งให้ดำเนินการกับคะแนนทุกหน่วยเลือกตั้งรวมกัน และประกาศผลการนับคะแนนอย่างไร ทั้งนี้ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่งแต่เพียงแห่งเดียวในเขตเลือกตั้งนั้นตามที่คณะกรรมการเลือกตั้งกำหนด ก. นับคะแนนโดยลับ ข. นับคะแนนโดยเปิดเผย ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่มีข้อใดถูก 25. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง ก. มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี ข. มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง ค. มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง ง. ถูกทุกข้อ 26. ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยู่นอกเขตเลือกตั้งตามมาตรา 103 ที่ตนมีชื่อยู่ในทะเบียนบ้านหรือมีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้าน ในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาน้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยู่นอก ราชอาณาจักรจะมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้หรือไม่ ก. มีสิทธิ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาบัญญัติ ข. ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในทุกกรณี ค. ถูกทั้ง ก. และ ข. ง. ไม่ข้อใดถูก 27. บุคคลผู้มีลักษณะใดในวันเลือกตั้ง เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ก. วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ข. เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช ค. ต้องคุมขังอยู่โดยกฎหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ง. ถูกทุกข้อ 28. บุคคลผู้มีคุณสมบัติอย่างไรเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง ข. สำเร็จการศึกษา ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้าแต่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ค. เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกัน ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ง. ถูกทุกข้อ 29. ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งต้องมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้คือ มีลักษณะอย่างไร ก. มีชื่อยู่ทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกในจังหวัดนั้น เป็นบุคคลซึ่งเกิด ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง ข. เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ในจังหวัดนั้น เป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง ค. เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปีการศึกษา เคยรับราชการหรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี ง. ถูกทุกข้อ 30. พรรคการเมืองที่ส่งสมาชิกเข้าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งใน เขตเลือกตั้งใด จะส่งได้กี่คนในเขตเลือกตั้งนั้น ก. คนเดียว ข. สองคน ค. สามคน ง. สี่คน |
||