
15 มกราคม 2569 ผศ.ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รายงานผลวิจัยจากการสำรวจภาระงานครูจากกลุ่มตัวอย่างในสังกัด สพฐ. ท้องถิ่น เอกชน และ กทม. พบข้อมูลว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องแบกภาระงานสอนกว่า 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ถึง 37.6%
ประเด็นที่ค้นพบคือวงจรความเหลื่อมล้ำของโรงเรียนเล็กที่มีทรัพยากรน้อยที่สุด แต่เป็นโรงเรียนที่ครูต้องแบกภาระมากที่สุด ส่งผลถึงนักเรียนยากจนในโรงเรียนเหล่านี้ ที่ควรได้รับการดูแลมากที่สุดกลับได้รับโอกาสน้อยที่สุด
ผลการวิจัยยังพบว่ายิ่งครูอาวุโส จะได้รับมอบหมายงานสอนน้อยลง จะได้รับมอบหมายให้สอนน้อยกว่าครูรุ่นใหม่ ส่งผลให้ครูหนึ่งคนต้องสอนหลายวิชาและหลายระดับชั้น
นอกจากนี้ยังพบว่า 5 อันดับภาระงานนอกเหนือการสอนที่ครูต้องใช้เวลามากที่สุดต่อภาคเรียน
- อันดับ 1 คืองานหัวหน้าสายชั้นหรือหัวหน้าระดับ ใช้เวลาสูงถึง 874 ชั่วโมง
- อันดับ 2 งานสำนักวิชาการ 777 ชั่วโมง
- อันดับ 3 งานประชาสัมพันธ์ 468 ชั่วโมง
- อันดับ 4 งานประกันคุณภาพ 438 ชั่วโมง
- อันดับ 5 งานบุคคล 414 ชั่วโมง
“งานหัวหน้าระดับเป็นงานที่แบกภาระสูงสุด ใช้เวลาเฉลี่ยในการทำงานแต่ละครั้งประมาณ 11.96 ชั่วโมง เกือบเท่ากับการทำงานเต็มวัน ข้อมูลสะท้อนให้เห็นว่านอกจากภาระงานสอนที่หนัก ครูยังต้องรับผิดชอบงานบริหารจัดการที่กินเวลามาก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระงานอย่างมีนัยสำคัญ”
อีกประเด็นที่ถูกสะท้อนว่าเป็นภาระหนักคือ งานที่ควรใช้เจ้าหน้าที่เฉพาะทาง โดยเฉพาะสามตำแหน่งงานสำคัญที่โรงเรียนควรมี คือ
1.นักประชาสัมพันธ์ (เขียนข่าว, ดูแลสื่อ)
2.ช่างเทคนิคซ่อมบำรุง (ดูแลด้านโสต, อาคารสถานที่) และ
3.งานธุรการ/การเงิน (จัดการเอกสาร, พัสดุ) เนื่องจากต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน หลายอย่างเกี่ยวข้องกับระเบียบกฎหมาย
ครู 47.7% บอกว่าภาระงานล้นมือส่งผลถึงคุณภาพการสอนในห้องเรียน มีเพียง 29.7% ที่บอกว่ามีเวลาเพียงพอในการเตรียมบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เรื่องสมดุลชีวิตและการทำงาน Work Life Balance มีครูถึง 63% บอกว่าไม่สามารถทำได้ ทำให้มีความเครียดสะสมและภาวะ Burnout
ข้อเสนอจากงานวิจัย ในระยะสั้นที่ทำได้ทันที ได้แก่
1.ลดภาระงานไม่จำเป็น ตัดงานเอกสารซ้ำซ้อน ปรับลดลำดับความสำคัญของงานอื่น ๆ เพื่อให้งานสอนเป็นภารกิจอันดับหนึ่ง
2.กระจายงานอย่างเป็นธรรม เลี่ยงการมอบหลาย ๆ โครงการให้ครูเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว
3.แยกงานสนับสนุนจากงานครู โดยพิจารณาจ้างบุคลากรเฉพาะทาง เช่นงานธุรการ การเงิน พัสดุ ฯลฯ
ในระยะกลางที่สามารถทำได้ภายใน 6-12 เดือน ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตครู ได้แก่
1.เพิ่มเวลาเตรียมสอน โดยลดชั่วโมงสอนต่อสัปดาห์ หรือจัดคาบว่างสำหรับการเตรียมสอนโดยเฉพาะ
2.ดูแลสุขภาพใจ ด้วยการจัดโปรแกรมสุขภาพจิต มีช่องทางให้คำปรึกษากับครู เพื่อป้องกันภาวะเครียดสะสม 3.สร้างสมดุลชีวิตและการทำงาน โดยกำหนดนโยบายงดติดต่องานนอกเวลาราชการอย่างจริงจัง
ระยะยาว 1-2 ปี เพื่อแก้ปัญหาภาระงานครูอย่างยั่งยืน ได้แก่
1.ปฏิรูประบบราชการและโครงสร้างแบบเดิม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาทดแทนงานเอกสาร
2.สร้างระบบพี่เลี้ยง (Mentoring) เพื่อสนับสนุนครูใหม่ในการปรับตัว และการเผชิญความท้าทายต่าง ๆ
3.สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพวิชาชีพครู เพื่อให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจ เพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของ และเติมเต็มขวัญกำลังใจ
ดูรายละเอียดผลวิจัย “สำรวจภาระงานครู” โดยสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
ของขวัญวันครูที่ดีที่สุด คือระบบที่ไม่ทำให้ครูต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว และทำให้ครูได้สอนอย่างเต็ม
ผลสำรวจของสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. พบว่า ครูในโรงเรียนขนาดเล็กต้องสอนเฉลี่ย 27.31 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สูงกว่ามาตรฐานถึง 37.6%
ขณะที่ครูจำนวนมากไม่ได้ทำหน้าที่ “สอน” เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องแบกรับทุกบทบาท
-ธุรการ–การเงิน
-ประชาสัมพันธ์
-ช่างเทคนิค–ซ่อมบำรุง
-ฯลฯ
ผลกระทบที่น่าห่วง
ครู 44.7% ภาระงานล้นมือ กระทบคุณภาพการสอน
ครูถึง 63% ไม่สามารถรักษาสมดุลชีวิตและการทำงานได้
ในวันครูปีนี้ กสศ. เสนอให้ “คืนเวลาการสอนให้ครู” ด้วยการลดงานเอกสารที่ไม่จำเป็น แยกงานสนับสนุนออกจากงานสอน และจ้างบุคลากรเฉพาะทาง เพื่อให้ครูได้ทำหน้าที่หลักอย่างเต็มศักยภาพ
- วันครู…เสียงสะท้อนจากงานวิจัยที่อยากให้สังคมได้ยิน
- การดูแลครู คือการดูแลอนาคตของเด็กทุกคน
วิกฤตครูโรงเรียนเล็ก แบก “งานสอนมาราธอน” สูงกว่ามาตรฐาน 37.6% แบกทุกบทบาท ธุรการ การเงิน พีอาร์ ช่างเทคนิค ซ่อมบำรุง ครู 63% ชีวิตงาน–ชีวิตส่วนตัวพัง เสนอด่วนจ้าง “มืออาชีพเฉพาะด้าน” ลดภาระครู
ที่มา ; กสศ.17 มกราคม 2569