สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ถกปัญหาการศึกษาไทยวิ่งตามโลกไม่ทัน

วงเสวนา สังคม 360 องศา ถกปัญหา การศึกษาไทย วิ่งตามเทรนด์โลก 8 กลุ่มสาระไม่ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 มกราคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ เขตราชเทวี กรุงเทพฯ เครือมติชน จัดงานสัมมนา ‘Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย’ เนื่องในโอกาสที่หนังสือพิมพ์มติชนดำเนินกิจการเข้าสู่ปีที่ 49 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมอง เสนอแนวคิด นโยบาย และยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ปีนี้เป็นปีแห่งการฟื้นตัวและการผลิบานของประเทศ 

สำหรับในช่วงบ่ายมีการเสวนา มอง 360 องศา สังคมอนาคต โดยมี พระมหาจักรธร อตฺถธโร หรือพระโตน อดีตนักร้องวงโซฟา ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายพงศธร ลิมปนเวทย์สกุล  นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหลักห้า จ.สมุทรสาคร เข้าร่วม 

นายอดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เวลาที่พูดถึงเรื่องการศึกษา การศึกษามักถูกมองออกเป็นสองตัวละคร ตัวละครแรกคือ ฮีโร่ เป็นความหวังของประเทศ ที่จะต้องเข้ามาเปลี่ยนแปลง ปัญหาการเมือง ปัญหาทุจริต ปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาต่างๆล้วนแล้วแต่มีรากฐานมาจากการศึกษาทั้งนั้น เพราะฉะนั้น การศึกษาจึงมีหน้าที่ในแง่ของการ สร้าง เยาวชนคนรุ่นใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน การศึกษาก็ตกเป็นเหยื่อ เพราะถูกต่อว่าตลอดเวลาว่าสร้างความทุกข์ ให้กับคนในแผ่นดิน ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากมานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 

ศธ.เป็นกระทรวงที่ถูกขอให้มานั่ง ถ้าดูประวัติของคนที่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการศธ. และระยะเวลาของการดำรงตำแหน่ง จะพบว่ามันเป็นกระทรวงที่หาความสำเร็จได้ยาก เพราะการศึกษาเป็นปัญหาที่พะรุงพะรัง ทำสิ่งนี้ก็ไปติดขัดอีกสิ่งหนึ่ง ต่อให้พยายามแก้ไขก็จะเจอกับปัญหาอื่นๆ ที่พัวพัน ศธ.เป็นกระทรวงใหญ่ มีความเทอะทะอยู่พอสมควร เป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณสูง เกือบจะเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ และก็เป็นอันดับต้นๆ ของโลกแต่กลับเป็นกระทรวงที่ เงินส่วนใหญ่กลับถูกใช้จ่ายไปในสวัสดิการและเงินเดือนของคนทำงาน ไม่ได้ไปอยู่ในแง่ของการจัดการศึกษาการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน” 

นายอดิศร กล่าวว่า10-20 ปีที่ผ่านมา มีนโยบายการศึกษาน่าสนใจหลายเรื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การศึกษาในบ้านเราตอนนี้วิ่งตามโลกไม่ทัน และไม่ใช่เพียงเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระ วิชา เทคนิค ทักษะต่างๆ แต่หมายถึงองคาพยพทั้งหมด เรากำลังทำงานกับ การปลูกฝังเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ เราไม่ได้ต้องการจะให้เด็กเติบโตขึ้นไปเพื่อไปทำงานในองค์กรภาคธุรกิจอย่างเดียว เราอยากให้เด็กเติบโตขึ้นไปแล้วมีความสามารถ ในแง่ของการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ มีชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการต่างๆ ตามที่ควรจะได้รับ 

”สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่การศึกษา ต้องเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริงคืออะไร แต่ทุกวันนี้เรายังไม่ชัดเจน พอมีเทรนด์อะไรบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา เราก็วิ่งตามเทรนด์นั้น พอไม่มีความชัดเจนในเชิงของพื้นฐานหลัก ตอนนี้มีกระแสเอไอ ก็วิ่งตามกระแส พอมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา ก็จะวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาอีก ต้องออกนโยบายที่วิ่งตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกเพราะว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ดังนั้นแทนที่จะพยายามวิ่งตามนโยบายเหล่านั้น ต้องกลับมาตั้งหลักว่ากำลังจะสร้างให้คนมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างไร ถ้าตั้งโจทย์ไม่ถูกต้อง ก็จะละทิ้งความเป็นมนุษย์ทั้งหมดของเด็กและเยาวชนที่เรากำลังจะทำงานด้วยฉะนั้นต้องเริ่มต้นคุยกันในเชิงหลักการว่าการศึกษาคืออะไร“นายอดิศร กล่าว 

นายอดิศร กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้มีคนทำงาน มีคนที่กระโดดเข้ามาพยายามจะสร้างการเปลี่ยนแปลง ในระบบการศึกษาและการเรียนรู้จำนวนมาก มีภาคเอกชน ภาคประชาสังคม มีครูตัวเล็กตัวน้อย มีผู้บริหารสถานศึกษา ที่ลุกขึ้นมาพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงรวมถึงคนที่ทำงานในระบบการศึกษา และนอกระบบการศึกษาแต่ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเรียนรู้ของคนดังนั้นการศึกษาไทยยังไม่หมดหวังแต่ว่าหลายๆเรื่องรอให้รัฐเปลี่ยนไม่ได้ ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง แล้วตนคิดว่านี่เป็นความหวังที่จะปลุกอนาคตประเทศไทย 

นายอดิศร กล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึงความพยายามในการแก้ระบบการศึกษา ปัญหาสำคัญคือ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หลายคนต้องทำอาชีพเพื่อดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ต้องการสวัสดิการที่ดีเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่เป็นปกติสุข หลายคนยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้ หลายคนเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เรามีปัญหามากมายที่คนในสังคมปัจจุบันต้องเผชิญอยู่ ทำให้ขาดโอกาสในการเข้าถึงมิติภายใน นี่คือเป้าหมายสำคัญที่สุดของความเป็นมนุษย์ นั่นคือการกลับมาเข้าใจว่าเราเกิดมาทำไม และเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง 

“ในแง่ของการศึกษาเวลาที่พูดถึงความเหลื่อมล้ำส่วนใหญ่คนจะนึกถึงปัญหาเศรษฐกิจ ครอบครัวยากจนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ เป็นปัญหาที่เป็นที่ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง แต่ในความเป็นจริงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีมากกว่านั้น เด็กหลายคนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา เป็นเพราะโรงเรียนไม่ได้ตอบโจทย์ในการใช้ชีวิต ซึ่งไม่ใช่แค่แง่ของเศรษฐกิจอย่างเดียว”นายอดิศร กล่าว 

นายอดิศร กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้การศึกษาใช้ระบบแบบ one size fit all เพื่อจะทำให้ทุกอย่างง่ายต่อการจัดการศึกษาสำหรับผู้จัด ระบบการศึกษาทุกวันนี้จึงไม่ได้เป็นไปเพื่อเด็ก แต่เป็นไปเพื่อให้ผู้จัดสามารถจัดได้ง่ายๆ ทั้งนี้ชีวิตมนุษย์จะรู้ว่าต่อ ให้เรียนรู้ทุก 8 สาระวิชาได้ก็ไม่สามารถเอาตัวรอดได้ถ้ายังไม่เข้าใจตนเอง และไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ ปัจจุบันการศึกษายังไม่ได้สอนเรื่องพวกนี้ ครูไม่เคยตั้งคำถามว่าสิ่งที่สอนเป็นประโยชน์ต่อลูกศิษย์หรือไม่ ที่ผ่านมาระบบยังเป็นแบบนี้อยู่ และถูกส่งต่อมาอย่างต่อเนื่องเป็นสายพาน 

“ผมคิดว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้เป็นแค่เรื่องของปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการขาดโอกาสของเด็กมากกว่า มีความพยายามอย่างมากที่จะกระจายอำนาจทางการศึกษาเพื่อเปิดพื้นที่ เพิ่มโอกาสการเรียนรู้ใหม่ๆ แต่ระบบการศึกษายังวิ่งตามไม่ทัน เพราะพื้นที่และโอกาสตรงนี้ยังไม่สามารถนำไปใช้เข้ามหาวิทยาลัย หรือ เป็นวุฒิการศึกษาได้“นายอดิศร กล่าว 

นายอดิศร กล่าวต่อว่า ไม่ใช่เพียงแค่เด็กที่หลุดจากระบบเท่านั้นที่ขาดโอกาสทางการศึกษา แต่เด็กที่ยังอยู่ในห้องเรียนเองก็ขาดโอกาสในการเข้าถึงคุณภาพการเรียนรู้ที่ดี มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อชีวิตเช่นเดียวกัน อยากให้มองว่าไทยมีทุนทางสังคมจำนวนมาก การศึกษาควรนำทุนเหล่านี้ไปสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะการเรียนรู้ต้องมีอยู่ตลอดเวลา ระบบการศึกษาตอนนี้ยังเป็นการเตรียมให้คนทำงานได้ง่ายเพียงอย่างเดียว การศึกษาต้องเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ทุกช่วงวัย เพื่อให้การเกษียณอายุยังสามารถหางานที่สร้างรายได้ ได้อยู่ 

”ผมคิดว่าเรากำลังเผชิญปัญหา ทั้งที่การเมืองในประเทศ และการเมืองนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันทั้ง การขึ้นภาษี หรือนโยบายต่างๆ ที่อาจดูเหมือนไกลตัว แต่สุดท้าย เราย่อมได้รับผลกระทบ ต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน สภาวการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไร ไม่รู้เลยว่าในเดือนกุมภาพันธ์ ใครจะได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและถึงแม้จะมีรัฐบาลแล้วก็อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้อีก “นายอดิศร กล่าว 

นายอดิศร กล่าวต่อว่า ดังนั้นต้องเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม ทำอย่างไรถึงจะช่วยทำให้เด็ก ไม่รู้สึกว่า โลกนี้หมดหวัง สังคมหมดหวัง ปลุกพลังให้กับคนรุ่นใหม่ รู้ว่าจะสามารถยืนอยู่ได้หรือแม้จะล้มก็ลุกขึ้นมาใหม่ได้ในสังคมไทย นี่คือสิ่งที่สำคัญมากๆ อาจจะทำงานผ่านเรื่องของการกระจายอำนาจทางการศึกษา อาจจะทำงานผ่านในเรื่องของการทำให้อำนาจอธิปไตย ของหน่วยงานรัฐ มีความโปร่งใส มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น หรืออาจจะทำได้ในการที่เราเปิดพื้นที่การเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึง สิทธิการเรียนรู้ที่จะช่วยให้สามารถเติบโต และมีชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และรู้ว่าจะอยู่ท่ามกลางความสับสน ความปั่นป่วน ความไม่แน่นอนได้อย่างไร 

“ถ้าเราปล่อยให้คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับสภาวะดังกล่าว อาจส่งผลให้เกิดความก็ไม่มั่นคงภายใน ผมคิดว่า เรื่องนี้มีความสำคัญมาก แต่ก็คิดว่า เรายังมีความหวัง ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่เองตอนนี้ก็มีความหวังกับการเมือง หวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ดังนั้นหน้าที่ของเราคือการสนับสนุนให้พวกเขาเหล่านั้น รับรู้ว่าสิ่งที่เขาหวังสามารถเป็นจริงได้”นายอดิศร กล่าว 

ขณะที่นายพงศธร กล่าวว่า แต่ละ อปท.มีบริบทที่แตกต่างกัน ส่วนตัวอยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างใหญ่จึงมีโอกาสสัมผัสกับประชาชนได้น้อยกว่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และจากการลงพื้นที่ ทำให้รู้ว่า ประชาชน ยังมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องอำนาจหน้าที่ ของท้องถิ่นค่อนข้างน้อย ทั้งนี้ถ้ามองไปข้างหน้า เรื่องท้องถิ่นต้องปรับปรุงอย่างไร นั้นในส่วนอปท. มีหน้าที่ดูแลประชาชน ตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต ใน3 ส่วน คือ อำนาจ ซึ่งอยากให้กระจายให้ท้องถิ่นเพิ่มขึ้น และส่วนที่ 2 คือ งบประมาณ พอมีอำนาจแล้วต้องมีเงินในการทำ ส่วนที่ 3 คือคน ซึ่งปัจจุบันบุคลากรการทำงานของท้องถิ่นขาดแคลน เพราะไม่ได้สอบมาหลายปี อยากให้ปรับแก้ระเบียบ เรื่องการบรรจุแต่งตั้ง และตนอยากให้ทุกคนมีจิตสาธารณะมากขึ้นและทุกคนมีจิตสาธารณะปัญหาต่างๆก็จะไม่เกิดขึ้น 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

สรุปสาระสำคัญ

บทความสะท้อนมุมมองต่อปัญหาการศึกษาไทยจากเวทีเสวนาในงานของ เครือมติชน โดย อดิศร จันทรสุข จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและแนวคิด เนื่องจากยังยึดรูปแบบการเรียนรู้แบบ “one size fits all” และเน้น 8 กลุ่มสาระวิชา มากกว่าการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างแท้จริง ส่งผลให้การศึกษามักวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีหรือเทรนด์โลก เช่น AI โดยขาดความชัดเจนในเป้าหมายหลักของการศึกษา

แนวคิดสำคัญคือ การศึกษาควรมุ่ง พัฒนาความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงการเตรียมแรงงาน แต่ต้องช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเอง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีศักดิ์ศรี และสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบการเรียนรู้ที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ทำให้เด็กบางส่วนหลุดจากระบบ หรือแม้แต่เด็กที่อยู่ในโรงเรียนก็อาจไม่ได้รับการเรียนรู้ที่มีคุณค่า

การนำไปสู่การปฏิบัติควรมุ่ง กระจายอำนาจทางการศึกษา เปิดพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ ๆ ใช้ทุนทางสังคม และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งให้ทุกภาคส่วน เช่น ครู ผู้บริหาร ชุมชน และภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้สามารถดำรงชีวิตและรับมือกับความไม่แน่นอนของสังคมอนาคตได้อย่างเข้มแข็ง

 

แนวข้อสอบ

 

ข้อ 1

แนวคิดสำคัญที่บทความวิจารณ์ระบบการศึกษาไทยคือข้อใด
ก. การใช้เทคโนโลยีมากเกินไป
ข. การยึดหลักสูตร 8 กลุ่มสาระโดยไม่ตอบโจทย์ชีวิต
ค. การเรียนออนไลน์มากเกินไป
ง. การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มากเกินไป

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าการยึดโครงสร้าง 8 กลุ่มสาระโดยไม่เชื่อมโยงชีวิตจริงทำให้ไม่ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่

 

ข้อ 2

คำว่า “one size fits all” ในบริบทการศึกษาหมายถึงข้อใด
ก. การจัดการศึกษาที่เหมาะกับทุกคน
ข. การใช้วิธีสอนเดียวกับผู้เรียนทุกคน
ค. การสอนตามความถนัดผู้เรียน
ง. การสอนเฉพาะผู้เรียนเก่ง

เฉลย: ข
เหตุผล: หมายถึงการจัดการศึกษารูปแบบเดียวให้ผู้เรียนทุกคน

 

ข้อ 3

เป้าหมายแท้จริงของการศึกษาตามแนวคิดในบทความคือข้อใด
ก. สร้างแรงงานที่มีทักษะสูง
ข. สร้างคนที่สอบแข่งขันได้
ค. พัฒนามนุษย์ให้มีชีวิตที่มีคุณค่าและความสุข
ง. ผลิตนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก

เฉลย: ค

 

ข้อ 4

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การศึกษาไทย “วิ่งตามโลกไม่ทัน” คือข้อใด
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. ขาดครู
ค. วิ่งตามเทรนด์โดยไม่มีหลักคิดพื้นฐาน
ง. ขาดงบประมาณ

เฉลย: ค

 

ข้อ 5

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามบทความหมายถึงข้อใดมากที่สุด
ก. ความยากจนของครอบครัว
ข. ความแตกต่างของโรงเรียน
ค. การขาดโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณค่า
ง. การขาดครูผู้สอน

เฉลย: ค

 

ข้อ 6

หากครูต้องการสอดคล้องกับแนวคิดบทความ ควรจัดการเรียนรู้แบบใด
ก. เน้นการท่องจำ
ข. เชื่อมโยงชีวิตจริงและการเข้าใจตนเอง
ค. เน้นการสอบแข่งขัน
ง. เน้นตำราเรียน

เฉลย: ข

 

ข้อ 7

แนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” มีความหมายตรงกับข้อใด
ก. เรียนเฉพาะช่วงวัยเด็ก
ข. เรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ค. การเรียนรู้เกิดได้ทุกช่วงวัยของชีวิต
ง. การเรียนเฉพาะในโรงเรียน

เฉลย: ค

 

ข้อ 8

บทบาทสำคัญของครูตามแนวคิดบทความคือข้อใด
ก. ถ่ายทอดเนื้อหาตามหลักสูตร
ข. ควบคุมวินัยนักเรียน
ค. ช่วยผู้เรียนค้นพบความหมายของการเรียนรู้และชีวิต
ง. เตรียมผู้เรียนสอบแข่งขัน

เฉลย: ค

 

ข้อ 9

การกระจายอำนาจทางการศึกษาจะช่วยสิ่งใดมากที่สุด
ก. เพิ่มการควบคุมจากส่วนกลาง
ข. เปิดพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่
ค. ลดบทบาทโรงเรียน
ง. ลดบทบาทครู

เฉลย: ข

 

ข้อ 10

หากโรงเรียนต้องการเตรียมผู้เรียนให้รับมือโลกที่ไม่แน่นอน ควรพัฒนาทักษะใดมากที่สุด
ก. การท่องจำข้อมูล
ข. การแก้ปัญหาและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง
ค. การสอบแข่งขัน
ง. การคำนวณขั้นสูง

เฉลย: ข
เหตุผล: โลกอนาคตมีความไม่แน่นอนสูง ผู้เรียนต้องมีทักษะคิด วิเคราะห์ และปรับตัว