ค้นหา

ศาลสั่งจำคุกอดีตประธาน อ.ก.ค.ศ.พร้อมพวกกรณีย้าย ผอ.รร.ที่อุดรธานี

2 กันยายน 2564 จากกรณีเมื่อเดือนกันยายน 2559 คณะกรรมการศึกษาธิการ (กศจ.) อุดรธานี มีมติให้โยกย้าย นายสุรพล สุขประเสริฐ ไปเป็น ผอ.โรงเรียนบ้านคำกลิ้ง อ.เมือง และให้นายพยัคฆ์ รัตนปกรณ์ ผอ.โรงเรียนบ้านตาด อ.เมือง ย้ายมาเป็น ผอ.โรงเรียนบ้านหมากแข้ง โดย ผอ.ทั้ง 2 รายจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2559 ซึ่งเหลือเวลาทำงานอีกเพียงอีก 3 วันเท่านั้น ท่ามกลางความมึนงงของวงการข้าราชการครูใน จ.อุดรธานี ในขณะนั้นเป็นอย่างมาก 

ทั้งนี้ ระบุความเป็นมาและข้อเท็จจริงสำหรับการได้รับแต่งตั้งของนายพยัคฆ์ เกิดจากการย้ายผู้บริหารตามคำขอปี  2553 ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และคณะกรรมการประเมินขอย้ายให้ตนได้คะแนนสูงสุด แต่กลับให้บุคคลอื่นส่งเอกสารเพิ่มเติม 

ต่อมานายพยัคฆ์ เป็นโจทก์ ฟ้องจำเลยที่ 1 นายศิริวัฒน์ จันทรคลัง อดีตประธานอนุกรรมการและบุคลากรครูทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) , จำเลยที่ 2 นายสุรพล สุขประเสริฐ อนุกรรมการฯและอดีต ผอ.โรงเรียนบ้านหมากแข้ง กับพวกรวม 10 คน ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ต่อศาลจังหวัดอุดรธานี ต่อมาศาลจังหวัดอุดรธานีพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน (จำเลยที่ 3 และที่ 10 เสียชีวิตระหว่างพิจารณา) 

จนกระทั่งวันนี้ (2 กันยายน 2564) ศาลจังหวัดอุดรธานีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาพิพากษากลับว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก นายศิริวัฒน์ จันทรคลัง จำเลยที่ 1 , นายสุรพล สุขประเสริฐ จำเลยที่ 2 , จำเลยที่ 4 และที่ 7 คนละ 8 เดือน ส่วนจำเลยที่เหลือ จำคุกคนละ 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท รอการลงโทษจำคุก 

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯ 1 อุดรธานีในขณะนั้น ย่อมต้องมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมการประชุมไม่ให้มีการปฏิบัติโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด จำเลยที่ 2 เป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดการกระทำความผิด จำเลยที่ 4 และที่ 7 นอกจากจะเป็น อ.ก.ค.ศ. แล้วยังเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายฯ ซึ่งทราบมูลเหตุที่เกิดขึ้น แต่ยังคงกระทำความผิด จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ ส่วนจำเลยอื่น ไม่ใช่ตัวการสำคัญ เห็นควรให้โอกาสรอการลงโทษ 

ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564

ข่าวเกี่ยวกัน

"อุทาหรณ์แห่งความเจ็บปวด"เรื่องของคุณครู” 

ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นเรื่องราวข่าวใหญ่ในการบริหารงานบุคคลของวงการศึกษาของจังหวัดอุดรธานี กรณี นายพยัคฆ์ รัตนปกรณ์ ยื่นฟ้อง ประธาน อ.ก.ค.ศ. อุดรธานี เขต 1 แลพพวกจำนวน 9 คน กรณีการย้ายไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย  โดยชั้นศาลชั้นต้น ยกฟ้อง อุทธรณ์ ยกฟ้อง 

แต่ต่อมาในวันนี้ (2 ก.ย.2564) เวลา 09. 30 น. ศาลจังหวัดอุดรธานีอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาพิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 9 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ลงโทษจำคุก นายศิริวัฒน์ จันทรคลัง จำเลยที่ 1 นายสุรพล สุขประเสริฐ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และที่ 7 คนละ 8 เดือน (ไม่รอลงอาญา) ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 4 คน จำคุกคนละ 8 เดือน ปรับ 12,000 บาท รอการลงโทษจำคุก 

เหตุเกิดเมื่อประมาณปี 2554 ตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนบ้านหมากแข้ง สพป.อุดรธานี เขต 1 ว่างลง กฎ ก.ค.ศ. ตอนนั้นมอบอำนาจให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้พิจารณา เปิดตำแหน่งว่างให้เขียนย้ายเข้า คัดเลือกคน และบรรจุแต่งตั้ง (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น กศจ.) โดยหลักของการทำงาน อ.ก.ค.ศ.ก็จะมีคณะกรรมการกลั่นกรอง เพื่อเรียงลำดับคะแนนความสามารถผู้ประสงค์จะเข้าสู่ตำแหน่ง ที่เป็นคะแนนวิทยาศาสตร์ประจำตัวผู้บริหาร เพื่อเสนอต่อ ที่ประชุม อ.ก.ค.ศ.พิจารณาอีกครั้ง ถ้าองค์คณะ พิจารณาตามหลักเกณ์ของคะแนน วิทยาศาสตร์ที่กลั่นกรองมา เรียงตามลำดับ ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา (ขอเรียนว่าผู้เขียนเขียนมองผ่านประสบการณ์ ที่เคยเป็นประธาน อ.ก.ค.ศ. สพม. 20อุดรธานี เมื่อปี 2555- 2558 แบบไม่เคยมีปัญหา) 

ประเด็นของปัญหาจึงเกิดจาก คณะกรรมการกลั่นกรอง เรียงลำดับคะแนน 1. นายพยัคฆ์ รัตนะปกรณ์ 2.ประวิช บึงใส(เป็น อ.ก.ค.ศ) 3. ...4.....และ 5. นายสุรพล สุขประเสริฐ (เป็น อ.ก.ค.ศ.ด้วย) 6.....7...8.....9.....ในการพิจารณาในที่ประชุม มีการปรับเปลี่ยน เลื่อนเอาลำดับที่ 5 แต่งตั้งเป็น ผ.อ.โรงเรียนบ้านหมากแข้งแทนลำดับที่ 1. (นายพยัคฆ์) ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลของคณะกรรมการกลั่นกรองมา และทราบว่ามีมติให้เรียกเอกสารเพิ่มเติมได้ในบางท่าน  ต่อมานายพยัคฆ์ รัตนปกรณ์ (ผู้ได้เรียงลำดับ1) จึงใช้สิทธิ์ในการฟ้องด้วยตัวเอง มาตรา 157 ในการเลือกปฏิบัติ และได้ต่อสู้ทางศาลกันมา 3 ศาล โดยศาลชั้นต้น และอุทธรณ์ พิพากษาให้ยกฟ้อง แต่ศาลฎีกา พิพากษากลับ ตามที่เป็นข่าว และเราได้อ่านจากคำพิพากษาไปแล้วนั้น 

แนวปฏิบัติที่เคยเป็นมา กระทรวงศึกษาธิการกำลังเสนอแก้กฎหมายจาก กศจ. แก้ไข ให้มี อ.ก.ค.ศ. อีกครั้งเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเห็นด้วย แต่ต้องกำหนดสัดส่วนที่มาของกรรมการ กศจ. ระดับเขตพื้นที่ให้มาจากการเลือกตั้งที่มีครูและผู้บริหารเลือกกันเข้ามา ให้ศึกษาธิการภาค เป็นประธานของจังหวัด แทนผู้ว่าราชการจังหวัด ใน กศจ.และ อกศจ. ซึ่งส่วนมากใช้วิธีเสนอชื่อ แต่งตั้งกันเองมาตลอดจากประกาศของ คสช. 

ยกตัวอย่างของจังหวัดอุดรธานี กรณี ของนายพยัคฆพล รอดชมพภู ผ.อ. ร.ร. อนุบาลอุดรธานี ปัจจุบัน ตอนสมัครเข้า ร.ร.บ้านหมากแข้ง ซึ่งขนาดใหญ่พิเศษต้องพิจารณา ขนาดต้องเท่ากันหรือเรียงลงมา และ กศจ.ครั้งนั้นไปพิจารณาตัวบุคคล ที่เขียนเข้าและเลือก ขนาดโรงเรียนที่เล็กกว่าพยัคฆพล เข้า ร.ร.หมากแข้งในตอนนั้น ถ้าพยัคฆพล ฟ้อง กศจ. ชุดนั้น ก็มีสิทธิ์ติดคุกเช่นกัน เรื่องนี้ให้ลองไปถามดู จากพยัคฆพลดูได้ และกรณี เช่นเดียวกัน กับ สพม.25 จังหวัดขอนแก่น ที่พิจารณาคนเข้าโรงเรียนขอนแก่นวิทยายนปัจจุบัน ขนาดโรงเรียนต่างกัน เลือกโรงเรียน ประจำอำเภอ แทนโรงเรียนระดับจังหวัด ที่มีคะแนนวิทยาศาสตร์มากกว่า ศาลชั้นต้น ลงโทษ อุทธรณ์ ลงโทษ เหลือขั้นฎีกา ซึ่งดูแล้วก็ลำบากอยู่ที่ขอนแก่น 

เห็นว่าเราเป็นแบบนี้ เวลาปฏิบัติหน้าที่เรารอบคอบมากนะ สำหรับตัวประธาน จะมีแรงกดดันจากหลายฝ่าย ทั้งครู อาจารย์ ผู้บริหารระดับสูง และฝ่ายการเมือง เราก็ต้องพิจารณาตามเหตุและผล โดยยึดข้อกฎหมาย เป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมัยนั้น การเลือกคนเข้า ร.ร.อุดรพิทยานุกูล ในแต่ละครั้งรุนแรงมาก เพราะเรามีเพื่อนมากมายหลายฝ่ายต้อง คิดอ่านอย่างรอบคอบ แต่เราก็ผ่านมาได้ ตลอดเวลา 4 ปี ที่เป็นประธาน อ.ก.ค.ศ. สพม.20 การบริหารงานบุคคลต้องมอบให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่เขาทำงาน โดยมี กศจ. ระดับจังหวัด คอยควบคุมด้านโยบาย ไม่ต้องมี อกศจ. ซ้อนมาอีกให้อยู่ภายใต้การทำงานของ ผ.อ.เขตพื้นที่เขา ที่มี อ.ก.ค.ศ.กลั่นกรองงานแทน โดยต้องยึดกฎ กคศ.เป็นหลัก เพื่อความยุติธรรมของครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา กรณีถ้าจะมีการเลือกบุคลากรเข้าไปทำงานใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ จะต้องพิจารณาคนที่มีคุณภาพและบริสุทธิ์ ยุติธรรม ในการปฏิบัติหน้าที่ 

ข้อคิดที่เกิดขึ้น

1) การทำหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. ต้องรอบคอบ อย่าลุแก่อำนาจ ถ้าไม่เห็นด้วยให้บันทึกแย้ง เป็นลายลักษณ์อักษรบันทึกในรายงานการประชุม และหลีกเลี่ยงการโหวตนับคะแนนกัน

2) การใช้สิทธิ์ที่มองว่าเป็นการถูกกระทำ ทำได้ตลอดเวลา ในการบริหารแบบ กระทวงศึกษาธิการ ที่มีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทย กระทรวงอื่น ไม่มีปัญหาเพราะเขาไม่มีคณะกรรมการเหมือนกระทรวงเรา เมื่อถึงที่สุด ก็ขอให้จบกันไป ไม่ควรจองเวรกันต่ออีกนะครับ คนคุ้นเคยกันทั้งสองฝ่าย

3) การแก้ปัญหาการศึกษาไทย สำคัญที่สุดคือการบริหารงานบุคคล และงบประมาณ ฝ่ายนโบายต้องรอบรู้และเข้าใจมากกว่าผู้ปฏิบัติ จึงตั้งให้เป็นรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ใช่ใครก็ได้ 

ประหยัด พิมพา

5 กันยายน 2564

 

ที่มา ; FB ประหยัด พิมพา

ความเห็นของผู้ชม