ค้นหา

พ.ศ. 2564 ปีแห่งการศึกษาไทยยังพายเรือวนในอ่าง

เปิดฉากการศึกษาในรอบปี 2564 ถือเป็นช่วงผลัดเปลี่ยนเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแบบสายฟ้าแล่บในกลางเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อ “ครูตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต รมว.ศึกษาธิการ โดนศาลอาญามีคำพิพากษาคดีกลุ่มกบฏคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จำคุก นายณัฏฐพล  6 ปี 16 เดือน ส่งผลให้ต้องหลุดจากเก้าอี้ “เสมา 1” โดยทันที แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่รอช้าเร่งมือปรับคณะรัฐมตรี (ครม.) ชุดเล็กด้วยการเซอร์ไพรส์อุ้ม “น.ส.ตรีนุช เทียนทอง” ส.ส.สระแก้ว เหาะกุมรหัส “เสมา1” นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการแทนคนเก่า ซึ่งแม้น.ส.ตรีนุชจะเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่แต่กลับได้ตำแหน่งใหญ่แบบที่ไม่มีใครคาดคิดในช่วงปลายเดือนมีนาคม จึงทำให้ภาพของกระทรวงศึกษาธิการในตอนนี้มีผู้หญิงมาบริหารงานการศึกษารวม 3 คน ประกอบด้วย “เสมา 2” คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช กับนโยบายติดหูแต่ไม่ติดใจ “โคดดิ้งแห่งชาติ” และ “เสมา 3” นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ กับนโยบายอีเวนท์หาเสียง “กศน.ว้าวว้าว” 

มาดูบทบาทสตรีหญิงหมายเลขหนึ่งกับการเป็นหัวเรือใหญ่ขับเคลื่อนการศึกษาของ “ตรีนุช” ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนที่รับไม้ต่อจากรัฐมนตรีคนเก่าได้ประกาศนโยบายการจัดการศึกษา 12 ข้อ คือ

1.การปรับปรุงหลักสูตรให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21

2.การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครูให้มีสมรรถนะทางภาษาและดิจิทัล

3.การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์ม

4.การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการศึกษาโดยใช้จังหวัดเป็นฐาน

5.การปรับระบบการประเมินผลการศึกษาและการประกันคุณภาพ 

6.การจัดสรรและการกระจายทรัพยากรให้ทั่วถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย

7.การนำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) สู่การปฏิบัติ

8.การพัฒนาเด็กปฐมวัย

9.การศึกษาเพื่ออาชีพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

10.การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการศึกษาทุกระดับ

11.เพิ่มโอกาสและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพของกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และ

12.การจัดการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย โดยยึดหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

นอกจากนี้ยังมีนโยบายเร่งด่วน (Quick Win) อีก 7 ด้าน ได้แก่

          1.ความปลอดภัยของผู้เรียน

2.หลักสูตรฐานสมรรถนะ

3.Big Data

4.ขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)

5.พัฒนาทักษะทางอาชีพ

6.การจัดเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย และ

7.การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ 

แต่ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนของ “ตรีนุช” ยังไม่เห็นผลงานใดๆที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม หรือทำให้เห็นว่าการศึกษาลูบได้คลำได้ เพราะขนาดตั้งกุนซือระดับเซียนการศึกษาหลากหลายคนรอบกาย ยังมองไม่เห็นทิศทางการปฏิรูปการศึกษา 

หันมามองการบริหารจัดการศึกษาภายใต้สถานการณ์วิกฤติของการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ของกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีหน้าใหม่ป้ายแดงกับภารกิจสำคัญที่ต้องสวมบทหนักกับการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว ซึ่งถือเป็นรอยต่อที่การศึกษาเจอวิกฤติโควิดกระหน่ำต่อเนื่องมากว่า 2 ปีแล้วที่นักเรียนทุกคนต้องหยุดไปโรงเรียนและหันมาเรียนหนังสือจากที่บ้านแทน เพราะจากเดิมที่ต้องเปิดภาคเรียนที่ 1 ตามกำหนดเดิมในวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปีแต่ต้องเลื่อนการเปิดเทอมออกไปอีก 1 เดือนเหมือนปีที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้ “ตรีนุช” เปิดตัว “ครูพร้อม” เว็บไซต์กลาง เพื่อเสริมแพลตฟอร์มต่างๆ ที่หน่วยงานในสังกัด ศธ.มีอยู่ โดยจะเป็นคลังสื่อ ข้อมูลการเรียนรู้ ตลอดจนรูปแบบการจัดกิจกรรม ซึ่งมีข้อมูลทั้งของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) แบ่งเป็นหัวข้อ-หมวดหมู่ตามความสนใจ เป็นการบูรณาการเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนทุกกลุ่ม ครู ผู้บริหาร และผู้ปกครอง สามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบกลาง 

ขณะที่ในช่วงของการเรียนออนไลน์ที่ไม่สามารถจัดการสอนที่โรงเรียนได้ ศธ.ได้ดำเนินการจ่ายเงินเยียวโดยโอนเงินงบประมาณตามโครงการให้ความช่วยเหลือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ปกครอง นักเรียน และนักศึกษา เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสายสามัญศึกษาและสายอาชีพ ในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน รวมประมาณ 10.8 ล้านคน ในอัตรา 2,000 บาทต่อคน รวมเป็นเงินประมาณ 21,600 ล้านบาทด้วย 

ส่วนการเปิดเรียนในสถานการณ์โควิดยังยึดจัดการศึกษาผ่านการเรียน 5 รูปแบบ คือ

          การเรียนแบบ On-site เดินทางมาเรียนที่โรงเรียนซึ่งเหมาะสำหรับโรงเรียนที่มีปริมาณนักเรียนน้อยสามารถจัดพื้นที่แบบเว้นระยะห่างและเข้มงวดการสวมหน้ากากอนามัยตามมาตรการด้านสาธารณสุข

การเรียนแบบ On-Air ผ่านระบบมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ DLTV

การเรียนแบบ On-Line ครูผู้สอนทำการสอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

การเรียนแบบ On-demand ผ่านระบบแอพพลิเคชั่น และ

การเรียนแบบ On-hand ครูผู้สอนแจกเอกสารใบงานให้นักเรียนนำกลับไปทำที่บ้าน 

แต่พายุเชื้อโควิดยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ มีการระดมฉีดวัคซีนให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงนักเรียนที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป เพื่อให้มีการเปิดเรียนในภาคเรียนที่ 2 ได้ หลังจากเด็กต้องหันมาเรียนออนไลน์เกือบ 1 ปีเต็ม “ตรีนุช” จึงมีนโยบายปรับการวัดและประเมินผลของนักเรียน โดยภาคเรียนที่ 1 ปรับรูปแบบการสอบใหม่ ให้ทำโครงงาน โปรเจคท์งาน หรือใบงานแทนการมานั่งกาข้อสอบ เพราะเมื่อมีการจัดการศึกษามาได้สักระยะหนึ่งจะพบว่าหากจัดการสอบแบบเดิมเหมือนการเรียนที่โรงเรียนแบบปกติจะเกิดปัญหา เพราะนักเรียนไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียน แต่เป็นการเรียนในรูปแบบอื่นๆ เช่น ออนไลน์ หรือ แจกใบงานให้ไปทำที่บ้าน เป็นต้น ดังนั้นการวัดและประเมินผลที่ผ่านมาจะต้องมีการสอบกาคำตอบที่ถูกต้องด้วย ก ข ค ง แต่การเรียนในยุควิกฤติเช่นนี้ต้องยืดหยุ่นไม่จำเป็นต้องมานั่งทำข้อสอบ เพราะนักเรียนไม่ได้เรียนวิชาการแบบเต็มรูปแบบ เช่น การสอบผ่านรูปแบบใบงาน การปฏิบัติ แฟ้มสะสมงานแทน เป็นต้น ส่วนภาคเรียนที่ 2 ซึ่งถือเป็นการสอบเพื่อเลื่อนชั้นและจบการศึกษาของนักเรียนชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 หากไม่มีการวัดและประเมินผลด้วยการสอบก็จะไม่มีคะแนนใช้ศึกษาต่อได้ ดังนั้นต้องไม่ทำให้เด็กช่วงชั้นเหล่านี้เสียสิทธิ แต่จะต้องหาวิธีการวัดและประเมินผลให้มีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์มากขึ้น 

ส่วนกฎหมายการศึกษาอย่างร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ถือเป็นจุดเปลี่ยนการจัดการศึกษาในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เน้นพัฒนาให้เด็กมีสมรรถนะในการนำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับชีวิต คิดวิเคราะห์ในมุมมองที่แตกต่าง มีความคิดรอบด้าน ในส่วนของครูจะมุ่งเน้นพัฒนาครูให้มีคุณภาพ มีจิตวิญญาณความเป็นครู ขณะเดียวกันยังเร่งรัดปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่หลักสูตรฐานสมารรถนะ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2565 พร้อมๆกับจัดอบรมเตรียมความพร้อมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะการสอนแบบ Active learning นอกจากนี้ การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ จะมีความอิสระมากขึ้น เน้นให้สถานศึกษามีความเป็นเอกภาพ เกิดการบูรณาการในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สามารถจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นและอิสระทางวิชาการ รองรับการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงของสังคมโลก แต่ ณ เวลาร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวยังค้างการพิจารณาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีคำถามจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องมองว่า พ.ร.บ.ฉบับใหม่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีใช่หรือไม่ 

ปิดท้ายปี 2564 สำหรับแวดวงการศึกษาตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมายังเป็นนโยบายการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและมีผลงานลักษณะลูบหน้าปะจมูก เป็นการศึกษาที่ยังหาทิศทางจับต้องไม่ได้ ซึ่งไม่เห็นแม้เงาของการปฏิรูปการศึกษาตามที่วาดฝันไว้ 

ทีมข่าวการศึกษา

ที่มา ; เดลินิวส์ 31 ธันวาคม 2564

 

ข่าวเกี่ยวกัน

“ศธ.จัดเต็มเปิดกล่องของขวัญปีใหม่ 2565 เติมความสุข สร้างรอยยิ้ม “นักเรียน-นักศึกษา-ประชาชน” ปีเสือทอง”

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับส่งท้ายปีเก่า 31 ธันวาคม 2564 เผยแพร่บทความ “ศธ.จัดเต็มเปิดกล่องของขวัญปีใหม่ 2565 เติมความสุข สร้างรอยยิ้ม “นักเรียน-นักศึกษา-ประชาชน” ปีเสือทอง”

 

นับถอยหลังอีกเพียงชั่วข้ามคืนก็จะก้าวสู่ศักราชใหม่ 2565 “ปีเสือทอง”

กระทรวงศึกษาธิการ หรือ ศธ. ภายใต้การนำของ ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดหนักจัดเต็ม ระดมแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ 6 โครงการสำคัญที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ระดมสรรพกำลังดำเนินการในช่วงตลอดปีขาลเพื่อเติมเต็มความสุขให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกันแบบจุใจ สร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความสุข มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศชัด “จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

สารพัดของขวัญที่ ศธ.ระดมกันมานั้น มีอะไรกันบ้างมาเปิดดูกันเลย…

โครงการที่ 1 ศธ.ห่วงใยนำนักเรียนกลับสู่ห้องเรียน

ปูพรมเปิดปฏิบัติการค้นหา ติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ด้วยการบูรณาการระหว่างหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 255 เขต “ปักหมุด” ค้นหาและติดตามเด็กตกหล่นและออกกลางคันกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ให้ได้รับการศึกษา อย่างมีคุณภาพและศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งสร้างระบบเครือข่ายการส่งต่อข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาของเด็กตกหล่นและออกกลางคันที่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา และนำไปใช้ในการบริหารจัดการ อย่างมีประสิทธิภาพ 

ขณะเดียวกัน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ก็ได้เดินหน้าปักหมุดบ้านคนพิการและผู้ด้อยโอกาส อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 12,649 คน ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา โดยครู กศน.ตำบล ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ caper พร้อมปักหมุดทุกบ้าน เพื่อจัดการศึกษาและการเรียนรู้ให้กับผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสในสถานศึกษาสังกัด กศน. อย่างเหมาะสมตามศักยภาพและความต้องการจำเป็น และสามารถศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น รวมทั้งสามารถประกอบอาชีพ มีงานทำ พึ่งพาตนเองได้ โดยเริ่มดำเนินการนำร่องไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ณ จังหวัดระนอง และในช่วงระหว่างวันที่ 2 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2565 ดำเนินการต่อยอดขยายผลสู่ 18 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท ปทุมธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี พัทลุง ปัตตานี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว อุดรธานี นครพนม ขอนแก่น นครราชสีมา ศรีสะเกษ ลำปาง พะเยา สุโขทัย และกำแพงเพชร 

โครงการที่ 2 อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2565

อาชีวะอาสา ออกบริการประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ตลอด 24 ชั่วโมง ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2565 โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิด 242 ศูนย์บริการจุดพักรถ-พักคน บนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศ โดยกิจกรรมพักรถ ได้แก่ บริการตรวจสภาพรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และ กิจกรรมพักคน ได้แก่ บริการสอบถามข้อมูลเส้นทาง สถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และอื่น ๆ รวมทั้ง ให้บริการที่นั่งพักผ่อน บริการน้ำดื่ม กาแฟ ผ้าเย็น เป็นต้น

 

โครงการที่ 3 ศ.ค.ส. “ ศึกษาธิการส่งความสุข ” ให้น้องปีที่ 3

โดยโครงการนี้สำนักงาน กศน.จังหวัดทุกแห่ง รวมกทม. และ กศน.อำเภอ/เขต จะส่งมอบความสุข ด้วยการมอบสิ่งของ อาทิ ของเล่น อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา เครื่องนุ่งห่ม ชุดกีฬา ขนม อาหารแห้ง ให้แก่น้องๆ เด็กด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และชายแดน จำนวน 46,400 คน ระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2565

 

โครงการที่ 4 อาชีวะ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชนเพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ “อาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ”

ซึ่ง สอศ.จะมอบทุนเรียนฟรีต่อเนื่อง 3 ปี มีหอพัก อาหาร 3 มื้อ ให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในสถานศึกษาสังกัด สอศ. 86 แห่ง จำนวน 5,000 คนทั่วประเทศ

 

โครงการที่ 5 ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน เพื่อลดรายจ่ายให้แก่ประชาชน ผ่านแอปพลิเคชัน “ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย”

ทีมช่างพันธุ์ R อาชีวะจิตอาสา จาก 100 ศูนย์ Fix it Center ทั่วไทย จะเดินสายออกให้บริการซ่อมถึงบ้านฟรี โดยประชาชนสามารถใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน “ช่างอาชีวะ” (ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อมทั่วไทย) ทำให้มีความสะดวก รวดเร็ว ลดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องนำเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้มาที่ศูนย์บริการ อีกทั้งยังสอดคล้องกับสภาพสังคม และ วิถีชีวิตยุค New Normal และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เรียนที่ใช้ทักษะจากการลงมือปฏิบัติช่วยเหลือประชาชน และสามารถสร้างอาชีพได้ในอนาคต

 

โครงการที่ 6. ฝึกอบรมอาชีพระยะสั้น Re–Skill, Up-Skill และ New-Skill แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครองและประชาชน

ซึ่งโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันระหว่าง สอศ. กศน. สพฐ. และ สช. ในพื้นที่ โดยศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำจังหวัด (Ministry of Education Career and Entrepreneurship Center) หรือ ศูนย์ CEC ของ สอศ. ใน 77 จังหวัด เดินหน้าจัดฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น Re-Skill, Up-Skill และ New-Skill แก่นักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง และประชาชน จำนวน 38,500 คน ดำเนินการตั้งแต่บัดนี้ถึงสิ้นเดือนมกราคม 2565 ขณะเดียวกัน กศน.อาชีพ โดยศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน จำนวน 928 กลุ่ม จะจัดฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นและการเป็นผู้ประกอบการให้แก่ประชาชน จำนวน 10,208 คน ฟรี 1 สัปดาห์ 1 อำเภอ 1 อาชีพ ดำเนินการระหว่างวันที่ 4-10 มกราคม 2565 

ต้องถือว่าของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงศึกษาธิการ จัดให้ประชาชนในปีนี้ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก เยาวชน และประชาชน ภายใต้แนวคิด “การศึกษาไทยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อย่างแท้จริง 

ที่มา ; ศธ 360 องศา

ข่าวเกี่ยวกัน

คนไทยและครูชื่นชมนโยบาย รมช.ศึกษาฯคุณหญิงกัลยา ยกย่องเป็นนักปฏิรูปการศึกษา

ศูนย์บริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ยกย่องให้ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความโดดเด่นมากที่สุดในนโยบาย Coding เพื่อพัฒนาและปฏิรูปการศึกษา พร้อมระบุว่าคนส่วนใหญ่รับรู้เรื่องการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ Coding มากขึ้น ส่วนคุณครูทั่วประเทศชื่นชอบการพัฒนาและอบรมด้าน Coding เพื่อการเรียนการสอนในสถานศึกษา 

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกประจำตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยา กล่าวว่าผลสำรวจนโยบายของคุณหญิงกัลยา พบว่าเรื่อง Coding โดดเด่นและตรงใจคุณครูมากที่สุด และสื่อมวลชนก็ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะเห็นว่าช่วยพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนศูนย์วิชาการนิด้าก็ยกให้นโยบาย Codingช่วยขับเคลื่อนการศึกษาของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เห็นว่านโยบายการศึกษาที่คุณหญิงกัลยา พยายามขับเคลื่อนอย่างจริงจังมาโดยตลอด สามารถให้ผลดีกัการศึกษาไทย และช่วยวางรากฐานการศึกษาไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมั่นคงนอกจากนี้คุณหญิงกัลยายังผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ จนเกิดคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) แห่งชาติ ถือเป็นนโยบายที่เน้นการปฏิรูปการศึกษาของเยาวชนไทย และวางรากฐานการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ในรูปแบบฐานสมรรถนะ นอกจากนี้Coding ยังได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน รวมถึงสื่อมวลชนที่สนใจนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่อง จนขยายผลออกในวงกว้าง

ตลอดเวลาหนึ่งปีของการขับเคลื่อนนโยบาย Coding ภายใต้ความรับผิดชอบของคุณหญิงกัลยา มีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้จะเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ก็ตาม แต่ก็ได้รับความสนใจมาก และได้จัดอบรมครูทั่วประเทศกว่า 2 แสนคน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศมีบุคลากรผู้มีความรู้ ความสามารถประยุกต์ใช้ Coding ทั้งในภาคการศึกษา และทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด Coding for All

ทางด้านศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องการขับเคลื่อนนโยบาย Coding จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 4 ภูมิภาค คือภาคกลาง เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และใต้รวม 20 จังหวัด โดยส่งแบบสำรวจผ่านE-mail จำนวน 4,875 ราย โดยสามารถวัดผลระดับความเชื่อมั่นของผลสำรวจได้ร้อยละ 95.57 ทำให้พบว่าการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการ ใน 8 ประเด็น คือ

          1.การรับรู้โครงการหรือกิจกรรมด้าน Coding

2.การรับรู้เกี่ยวกับ Coding

3.ระดับความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง Coding

4.ระดับความคิดเห็นต่อการนำเรื่อง Coding มาใช้ในชีวิต 

5.ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับ Coding ที่ไทยจะนำมาใช้ในระบบการศึกษา 

6.ประโยชน์และความต้องการการสนับสนุนต่อการนำเรื่องCoding มาพัฒนาใช้ในระบบการศึกษา 

7.ช่องทางการสื่อสารที่ต้องการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมด้าน Coding และ

8.ระดับความคิดเห็นต่อการปฏิรูปการศึกษาให้เกิดความก้าวหน้าของกระทรวงศึกษาธิการ  

นอกจากนี้ยังมีคำถามแบบสอบถามเรื่องจุดเด่นของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.คุณหญิงกัลยาซึ่งผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบเห็นว่าจุดเด่นของ ดร.คุณหญิงกัลยา คือการขับเคลื่อนCoding มากที่สุด ร้อยละ 27.68 รองลงมาได้แก่ การพัฒนาและปฏิรูปการศึกษา 

นางดรุณวรรณ กล่าวว่า คุณหญิงกัลยาย้ำเสมอว่า COID cannotstop Coding คือวิกฤตโควิด-19 ไม่สามารถหยุดยั้ง Coding ได้ เพราะล่าสุดคุณครูและบุคลากรการศึกษาทุกคนตื่นตัวกับเรียนรู้เพื่อนำ Codingไปปรับใช้แล้ว โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักเรียนมีกระบวนการคิดอย่างเป็นลำดับเป็นขั้นตอน เป็นระบบ พัฒนาทักษะการคิดด้านเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถปรับการเรียนรู้ได้ในชีวิตประจำวันทำให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการคิด วางแผน ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องภายใต้แนวทาง Coding for All 

ที่มา ; แนวหน้า วันศุกร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 256

ความเห็นของผู้ชม