ค้นหา

ติวเข้มศึกษานิเทศก์มุ่งเป้าพัฒนาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียน

 เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้ประชุมและบรรยายพิเศษ เรื่อง “การขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา” จัดโดยสำนักทดสอบทางการศึกษา สพฐ. โดยมีศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบการวัดและประเมินผลในแต่ละเขตพื้นที่ เข้าร่วม ซึ่งจากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง ที่ให้ขับเคลื่อนการนำผลการประเมินความสามารถด้านการอ่านของผู้เรียน (RT) การประเมินคุณภาพผู้เรียน (NT) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) (โดยความสมัครใจ) ไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษานั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ได้นำมาเป็น 10 นโยบายเร่งด่วน มาขับเคลื่อนแบบพื้นที่เป็นฐานผ่านกลไกสำคัญคือศึกษานิเทศก์ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงครูในโรงเรียน นำผลการประเมินดังกล่าวมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนแบบรายบุคคล และยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนผ่านการประเมินความฉลาดรู้ทางการเรียนระดับนานาชาติ เพื่อให้นักเรียนได้มีการพัฒนาตลอดช่วงวัยและเติมเต็มให้เกิดสมรรถนะสำคัญตามหลักสูตรฯ รวมถึงทักษะและคุณลักษณะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายทั้งการเติมและพัฒนาได้ตรงจุด ตรงคน แบบไม่ตัดเสื้อตัวเดียว แต่ตัดเสื้อตามตัวคนในหลากหลายแบบ 

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า จากที่ได้ลงพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่า ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายลงสู่การปฏิบัติ คือศึกษานิเทศก์ประจำเขตพื้นที่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเขตพื้นที่ใดที่มีการขับเคลื่อนนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ เกิดคุณภาพในระดับห้องเรียนและโรงเรียน เขตพื้นที่นั้นมักจะมีศึกษานิเทศก์ที่เข้มแข็งถึงแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยก็ตาม ทำให้ทราบว่าในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของนักเรียนในระดับห้องเรียนที่สามารถสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งและต่อยอดไปในระดับนานาชาติ ด้วยการวิเคราะห์ผลการประเมิน และนำผลการประเมินไปใช้นั้น ศึกษานิเทศก์จำเป็นต้องมีความชัดเจนเพื่อนำพาครูสู่การปฏิบัติได้ และเป็นที่พึ่งให้โรงเรียนได้เป็นอย่างดี 

ในส่วนของการนำผลการประเมินในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น RT NT หรือ O-NET ไปใช้นั้น ทำให้เราเห็นถึงแนวทางในการพัฒนา การเติมเต็มนักเรียนเป็นรายด้านและรายบุคคลได้ ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ Active Learning ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ในกิจกรรมที่ 2 ผ่านนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ จึงฝากให้ศึกษานิเทศก์ได้ตระหนักและเห็นความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพนักเรียนด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนจากผลการประเมินดังกล่าว แล้วนำมาพิจารณาเติมเต็มพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพของนักเรียน และโรงเรียนในทุกเขตพื้นที่” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว 

ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าว นอกจากรองเลขาธิการ กพฐ. ที่ได้มาบรรยายพิเศษเรื่องการขับเคลื่อนการนำผลการประเมินไปใช้วางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาแล้ว ยังมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้ความรู้กับศึกษานิเทศก์ทั้ง 2 รุ่นอีกด้วย อาทิ นายชนาธิป ทุ้ยแป นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา นางรวงทอง ถาพันธุ์ ข้าราชการบำนาญ นายสุทธิ สุวรรณปาล ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา สพป.จันทบุรี เขต 1 นายธีรยุทธ ภูเขา ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา สพป.อุทัยธานี เขต 2 และนางวัชราภรณ์ อุปนิสากร ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ สพป.อุบลราชธานี เขต 4 โดยคาดหวังว่า ศึกษานิเทศก์พานำ ร่วมพาโรงเรียนวิเคราะห์ผลการประเมิน และใช้ผลการประเมินไปใช้ในการวางแผนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ได้อย่างแท้จริง 

ที่มา ; เดลินิวส์ 1 สิงหาคม 2565

 

เกี่ยวข้องกัน

สพฐ.ดันรร.อนุบาลประจำจังหวัดแกนนำพัฒนาเด็กปฐมวัย

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้เป็นประธานในการประชุมสร้างความรู้ความเข้าใจการนำแนวทางการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต “เด็กปฐมวัย” สู่การปฏิบัติ ผ่านระบบการประชุมทางไกล Zoom Meeting จัดโดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สพฐ. มีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 183 คน ศึกษานิเทศก์ที่รับผิดชอบงานด้านการจัดการศึกษาปฐมวัย 183 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด 81 คน รวมถึงนักวิชาการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้นกว่า 500 คน เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต “เด็กปฐมวัย” โดยโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและคุณภาพผู้เรียนปฐมวัยให้มีพัฒนาการสมวัย เป็นคนดี มีวินัย เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สำหรับนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม โดยใช้ศักยภาพของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในการพัฒนาการจัดการศึกษาปฐมวัยให้แก่โรงเรียนอื่นๆ ได้ร่วมยกระดับคุณภาพเด็กปฐมวัยไปพร้อมกัน ทางด้านนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาภาวะถดถอยทางพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย และการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) สู่การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ขณะที่ นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้สร้างความรู้ความเข้าใจในการดำเนินงานโครงการไปสู่การปฏิบัติ โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ทางด้านนายบุญเลิศ ค่อนสอาด ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา และนายชาญชัย ไชยพิศ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย์ นายกสมาคมผู้บริหารและครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด (แห่งประเทศไทย) ได้ชี้แจงการขับเคลื่อนงานการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต “เด็กปฐมวัย” โดยโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ผ่านกิจกรรม “เด็กปฐมวัย คิดได้ ทำเป็น เล่นสนุก” ภายใต้โครงการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต “เด็กปฐมวัย”.

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 สพฐ. จะ kick off โครงการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต “เด็กปฐมวัย” โดยมีโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดเป็นแกนนำ ร่วมกับโรงเรียนอนุบาลประจำเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จากนั้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จะขยายไปสู่โรงเรียนอนุบาลประจำเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งบทบาทของโรงเรียนที่เป็นแกนนำ คือ เป็นศูนย์วิชาการที่เป็นต้นแบบด้านการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กปฐมวัย และการพัฒนาพ่อแม่ ผู้ปกครอง พร้อมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ในการศึกษาดูงานและพัฒนาบุคลากรให้แก่โรงเรียนอื่นๆ ในด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยด้วย เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการสมวัย เป็นคนดี มีวินัย เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ภายใต้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป 

ที่มา ; เดลินิวส์ 1 สิงหาคม 2565

ข่าวเกี่ยวกัน

ผลสอบ ‘บิ๊กเขตฯ’ ผ่านเกือบ 100% ข้อเขียนเน้นคนทำงาน

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2565 แทนตำแหน่งว่าง 13 อัตรา ผู้มีสิทธิสอบ 513 ราย จัดสอบ ภาค ก ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงานในหน้าที่และความสามารถในการวิเคราะห์กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องและการนำไปใช้ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ไปเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม นั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการจัดสอบและประกาศผลการคัดเลือกเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ามีผู้ผ่านการคัดเลือกภาค ก และมีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ข ความสามารถทางการบริหาร และภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง จำนวน 500 ราย โดยผู้ผ่านการคัดเลือกจะเข้าสอบประเมินภาค ข และภาค ค วิสัยทัศและแนวทางการพัฒนาเขตพื้นที่การศึกษา วันที่ 22-28 สิงหาคม และสอบสัมภาษณ์ วันที่ 27-28 สิงหาคม ประกาศผลการคัดเลือก วันที่ 5 กันยายน 

การจัดสอบครั้งนี้ มีการตั้งคณะกรรมการจัดสอบขึ้นมา 1 ชุด มีนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. เป็นประธาน ผู้บริหารองค์กรหลักเป็นกรรมการ และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เป็นเลขานุการ ซึ่งการจัดทำหลักเกณฑ์รวมถึงการออกข้อสอบเป็นไปอย่างรอบคอบ ส่วนที่มีผู้สอบผ่านภาค ก เกือบ 100% นั้น ไม่ใช่ว่าข้อสอบง่าย แต่กำหนดเกณฑ์ข้อเขียนไว้ที่ 50% และผู้เข้าสอบล้วนมีประสบการณ์เป็นรองผู้อำนวยการ สพท. และผู้อำนวยการโรงเรียนมาก่อน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะสอบผ่านเกือบทั้งหมด และการสอบข้อเขียนครั้งที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็สอบผ่านข้อเขียนเกือบ 100% ส่วนภาค ข และภาค ค จะประเมินจากวิสัยทัศน์ ประสบการณ์การทำงาน ซึ่งจะดำเนินการในช่วงปลายเดือนสิงหาคม จากนั้นจึงนำคะแนนทั้ง 3 ส่วนมารวมกัน ก่อนประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านการคัดเลือก การบรรจุแต่งตั้งตามตำแหน่งตามตำแหน่งว่าง ส่วนที่เหลือจะขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี การขึ้นบัญชีจะเรียงลำดับจากผู้ได้คะแนนมากไปหาน้อย กรณีผู้ได้รับการคัดเลือกได้คะแนนรวมเท่ากัน ให้ผู้ที่ได้คะแนนภาค ข มากกว่า อยู่ในลำดับที่ดีกว่า หากคะแนนภาค ข เท่ากัน ให้ผู้ที่ได้คะแนนภาค ก ในลำดับที่ดีกว่า หากเท่ากันอีกให้ผู้ที่มีอาวุโสมากกว่า ตามแนวปฏิบัติจัดลำดับอาวุโสตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนด อยู่ในลำดับที่ดีกว่า 

ผู้ได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามเกณฑ์นี้ ต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง โดยจะมีการประเมิน 2 ครั้งในทุก 6 เดือน หากผลการประเมินครั้งแรกไม่ผ่านเกณฑ์ จะให้โอกาสปรับปรุง เพื่อพัฒนาตัวเอง หากผ่านการประเมินก็จะได้รับการบรรจุแต่งตั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการ สพท.ต่อไป แต่หากไม่ผ่านให้ไปดำรงตำแหน่งเดิมหรือเทียบเท่าก่อนเข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ สพท.” นายอัมพรกล่าว 

เลขา กพฐ.กล่าวต่อว่า ในส่วนของ สพฐ.ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมพร้อม จัดทำปฏิทิน และตัวชี้วัดการคัดเลือกผู้อำนวยการโรงเรียน และเตรียมจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย สังกัด สพฐ. ทั้ง 12 แห่ง แห่งละ 36 อัตรา รวม 432 อัตรา สำหรับตัวชี้วัดการสอบคัดเลือกผู้อำนวยการโรงเรียนในครั้งนี้จะเน้นในเรื่องความมีคุณธรรม จริยธรรม เพราะเชื่อว่าหากสามารถคัดเลือกผู้บริหารที่มีคุณธรรมจริยธรรมเข้ามาทำงานได้ จะทำให้การพัฒนาการจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

มติชนออนไลน์ วันที่ 1 สิงหาคม 2565

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น