สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M598_ชงรีเซตการศึกษา 6 ด้าน แข่งกับโลกในอนาคต

ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณด้านการศึกษาว่า งบประมาณนี้ถูกจัดทำในห้วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แม้การลงทุนในการศึกษาและการยกระดับภาคการศึกษานั้น จะเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผลทันทีทันใด แต่เราต้องยืนยันว่าการลงทุนในมนุษย์เป็นการลงทุนที่จำเป็นและสำคัญมากต่อการทำให้เราอยู่รอด และแข่งขันกับโลกในอนาคตได้ การศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ ซึ่งงบประมาณด้านการศึกษาของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ปีละ 4% และกระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด

แต่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน โครงสร้างงบประมาณการศึกษานั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากเราต้องการให้เกิดความคุ้มค่า ตนเห็นว่าเราต้องไปให้ไกลกว่าแค่ปรับปรุงหรือเพิ่มแต่งประมาณหลายโครงการ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาพใหญ่ ต้องรีเซตอย่างน้อย 6 ด้าน 

1.รีเซตหลักสูตร ต้องไม่ใช่เหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะหลักสูตรเป็นหัวใจสำคัญของระบบการศึกษา ปีนี้ดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศว่าจะเดินหน้าหลักสูตรใหม่ฉบับปี 2568 แต่พอไปดูรายละเอียดไส้ใน เรากลับค้นพบว่าการจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ ถูกจัดทำแบบลวก ๆ ไม่รอบคอบเพียงพอ เสี่ยงต่อการเสียของรัฐบาลไปเล่นท่ายากและท่าพิสดารโดยไม่จำเป็น 

ทางเลือกที่รัฐบาลสามารถเลือกได้กลับไม่เลือก คือการเพิ่มการต่อยอดจากหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กระทรวงศึกษาฯและผู้เชี่ยวชาญและมีการเตรียมการวิจัยมาหลายปี ใช้งบประมาณหลายล้านบาท อบรมครูไปแล้วหลายส่วน สิ่งที่รัฐบาลกลับไปเลือกคือการตั้งหลักสูตรขึ้นมาใหม่ทั้งหมดภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ตนนับได้ 116-224 วัน 

รัฐบาลไม่ได้เผื่อเวลาเพียงพอให้ครูและสถานศึกษาเตรียมความพร้อมสำหรับหลักสูตรใหม่ เราเปิดเทอมไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่เอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่นั้น ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะวันที่ 1 เม.ย. โรงเรียนมีเวลา 45 วันในการศึกษาและปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนของครูให้สอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ กระบวนการที่อาจจะไม่รอบคอบเพียงพออาจจะทำให้หลักสูตรใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ 

2.ภาระงานครู รัฐบาลต้องให้หยุดเป็นโรงงานผลิตแรงงาน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขาดแคนอัตรากำลังคน การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่จะเพิ่มคนโดยการสร้างงานเสมอไป หากสามารถช่วยลดภาระงานครูที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการใช้เตรียมการเรียนการสอน หลายโครงการที่เพิ่มภาระงานครูโดยไม่จำเป็น เช่น โครงการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ให้กับครู ผลชี้วัดไม่ได้สะท้อนความโปร่งใสของสถานศึกษาได้จริง 

3.ต้องลดความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลต้องไปไกลกว่าการแจกทุน ไม่ใช่การแจกทุนไม่ดี แต่ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด แจกเท่าไหร่ก็อาจจะไม่พอ 

โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือ ODOS ของรัฐบาล เป็นโครงการที่ช่วยเหลือนักเรียนกว่า 5,700 คน แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนนักเรียนที่ได้ทุนก็เหมือนกับการถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว แม้ผมจะเชื่อว่าทุน ODOS จะสร้างอนาคตให้กับเด็กที่ได้รับทุนอย่างแน่นอน ส่วนนี้เห็นด้วย แต่ก็เห็นว่ารัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกว่านี้ในการแก้ปัญหาอื่น เพื่อทำให้เด็กที่ขาดโอกาสอีกจำนวนมาก มีโอกาสหลุดพ้นจากกับดักความยากจน 

โดยการหาทางออกของโรงเรียนขนาดเล็กที่ยังขาดงบฯ รวมถึงต้องแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วย รัฐบาลยังไม่แก้ปัญหาเชิงรุกมากเพียงพอ ไม่เช่นนั้นโครงการ ODOS จะกลายเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR ประชาสัมพันธ์แล้วดูดี แต่ไม่ได้แก้ไขตัวกิจการหลักของกระทรวงศึกษาธิการ” นายพริษฐ์ระบุ 

4.การลงทุนในเทคโนโลยี รัฐบาลต้องไม่เน้นแค่การสร้างของเล่นใหม่ รัฐบาลชุดนี้มีการลงทุนเยอะมากกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการศึกษาสูงถึง 13,000-15,000 ล้านบาท เช่น โครงการแพลตฟอร์ม Anywhere Anytime เทียบเท่ากับการสร้างอาคาร สตง. 6-7 อาคาร หากเรามีความกังวลเช่นไรกับการก่อสร้างอาคารที่อาจจะร้าง ไม่มีคนใช้ ซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่ หรือหรูหราเกินจำเป็น เราก็ต้องมาตรวจสอบเช่นกันว่าเราไม่ได้กำลังจะสร้างแพลตฟอร์มที่อาจจะร้าง ไม่มีคนใช้ ซ้ำซ้อนกว่าที่มีอยู่ หรือหรูหราเกินจำเป็นเช่นกัน 

5.รีเซตใบปริญญาให้เชื่อมกับอนาคต และไม่เป็นแค่ใบการันตี ตนเข้าใจดีว่าใบปริญญาอาจจะเป็นใบเบิกทางในหลายด้านของชีวิต แต่ต้องยอมรับว่าการมีใบปริญญาในเวลานี้ไม่เพียงพออีกต่อไปในการรับประกันว่าจะมีงานที่รายได้ดีหลังจากเรียนจบ เพราะหลักสูตรที่เรามีนั้นอาจจะไม่รับประกันว่าเด็กที่จบมาอาจจะตอบโจทย์ความต้องการของตลาด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เคยยอมรับกับกรรมาธิการของตนว่าหลักสูตรไม่ได้ตอบโจทย์กับการศึกษา ซึ่งตนเห็นว่า อว.ก็ยังไม่ได้ใช้งบประมาณที่ตอบโจทย์ในการเพิ่มแรงจูงใจให้มหาวิทยาลัยนั้น มีการปรับสาขาและคณะให้เท่าทันตลาดมากขึ้น 

6.รีเซตบทบาทรัฐเกี่ยวกับการยกระดับแรงงาน หลายครั้งที่รัฐเผลอไปคิดแทนตลาด โครงการที่เข้าข่ายในเรื่องนี้ คือโครงการเชฟ 1 หมู่บ้าน 1 อาหารไทยภายใต้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งปีนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อผลิตเชฟเข้าสู่เข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร 

ตนคิดว่าในห้วงเวลาที่ธุรกิจร้านอาหารกำลังซบเซา มีการปิดธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้น 89% ในปี 2567 หลายคนบอกว่าเป็นการเผาจริง แต่รัฐบาลไปวิเคราะห์และจับสัญญาณตลาดอย่างไรถึงได้ข้อสรุปเป็นแบบนี้ ขอเสนอโมเดลหนึ่งที่ชื่อว่า “เอกชนเลือก ผู้เรียนฝึก รัฐจ่าย” เป็นการรวบงบประมาณของโครงการยกระดับทักษะที่ให้ผู้เรียนไปเลือกเองว่าจะเรียนเกี่ยวกับอะไร 

การศึกษานั้นไม่ได้มีแค่ความสำคัญกับอนาคตของประเทศ เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา แต่การศึกษานั้นเป็นบริการแรกที่เราได้รับจากรัฐเกิดขึ้นในประเทศนี้ หากเราต้องการให้ประชาชนในประเทศนี้มีสัมผัสแรกกับรัฐที่ดี ผมเห็นว่าวาระการปฏิรูปการศึกษานั้น เป็นวาระที่เร่งด่วนและรอไม่ได้ เหมือนกับที่มีท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ ไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหน” นายพริษฐ์ระบุ 

พริษฐ์ ชง รีเซตการศึกษา 6 ด้าน odos เหมือนลุ้นหวย 2 ตัว แค่กิจกรรม CSR ข้องใจร้านอาหารเจ๊ง 89% แต่รัฐ ดัน 1 ตำบล 1 เชฟ สวนตลาด ชงโปรเจ็กต์ “เอกชนเลือก ผู้เรียนฝึก รัฐจ่าย” แทน 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 

สรุปสาระสำคัญ 

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณด้านการศึกษา โดยชี้ว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสำคัญต่ออนาคตประเทศ แม้งบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการใช้งบยังไม่เปลี่ยนแปลง จึงเสนอให้ “รีเซตการศึกษา” 6 ด้าน ได้แก่ 1) รีเซตหลักสูตร โดยวิจารณ์หลักสูตรใหม่ปี 2568 ว่าจัดทำเร่งรีบ ขาดการเตรียมความพร้อม และไม่ต่อยอดหลักสูตรฐานสมรรถนะ 2) ลดภาระงานครู โดยตัดงานที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น 3) ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมองว่าโครงการ ODOS ช่วยคนเพียงส่วนน้อย และควรแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กและ กยศ. อย่างจริงจัง 4) ลงทุนเทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า ไม่สร้างแพลตฟอร์มที่ซ้ำซ้อนหรือไม่มีผู้ใช้ 5) ปรับบทบาทปริญญาให้สอดคล้องตลาดแรงงาน และส่งเสริมมหาวิทยาลัยปรับหลักสูตรให้ทันอนาคต และ 6) รีเซตบทบาทรัฐด้านพัฒนาทักษะแรงงาน โดยเสนอโมเดล “เอกชนเลือก ผู้เรียนฝึก รัฐจ่าย” แทนโครงการที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาด พร้อมย้ำว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้

ข้อสอบ

ข้อ ๑ สาระสำคัญที่สุดของการอภิปรายครั้งนี้คือข้อใด

ก. เพิ่มงบประมาณการศึกษาให้มากที่สุด
ข. ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาอย่างเป็นระบบ
ค. ลดจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กทั่วประเทศ
ง. ยกเลิกการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา

 

ข้อ ๒  ข้อใดสะท้อนปัญหาของหลักสูตรใหม่ปี 2568 ตามบทความได้ชัดเจนที่สุด

ก. เนื้อหาหลักสูตรยากเกินระดับผู้เรียน
ข. ขาดการสนับสนุนจากภาคเอกชน
ค. การจัดทำเร่งรีบและโรงเรียนมีเวลาเตรียมตัวจำกัด
ง. ใช้งบประมาณด้านเทคโนโลยีน้อยเกินไป

 

ข้อ ๓   หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการลดภาระงานครูตามแนวคิดในบทความ ควรดำเนินการอย่างไร

ก. เพิ่มรายงานเพื่อประเมินคุณภาพ
ข. จัดครูทำโครงการพิเศษเพิ่มเติม
ค. มอบหมายงานธุรการให้ครูทุกคนเท่าเทียมกัน
ง. ทบทวนและลดงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้

 

ข้อ ๔ ผู้อภิปรายเปรียบเทียบโครงการ ODOS กับ “การถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว” เพื่อสื่อถึงเรื่องใด

ก. การใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใส
ข. การช่วยเหลือที่เข้าถึงคนเพียงส่วนน้อย
ค. การคัดเลือกนักเรียนไม่มีมาตรฐาน
ง. การแข่งขันทางการศึกษาที่สูงเกินไป

 

ข้อ ๕  ข้อใดสอดคล้องกับแนวคิด “ลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า”

ก. จัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ทุกปี
ข. พัฒนาแพลตฟอร์มจำนวนมากเพื่อแข่งขันกัน
ค. ประเมินความจำเป็นและการใช้งานจริงก่อนลงทุน
ง. เน้นเทคโนโลยีมากกว่าคุณภาพครู

 

ข้อ ๖  เหตุใดผู้อภิปรายจึงเห็นว่าปริญญาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอในปัจจุบัน

ก. ตลาดแรงงานไม่ต้องการผู้จบมหาวิทยาลัย
ข. หลักสูตรบางส่วนยังไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน
ค. นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ต้องการทำงาน
ง. มหาวิทยาลัยมีจำนวนมากเกินไป

 

ข้อ ๗ หากนำแนวคิด “เอกชนเลือก ผู้เรียนฝึก รัฐจ่าย” ไปใช้ จะเกิดผลดีข้อใดมากที่สุด

ก. รัฐสามารถกำหนดอาชีพแทนตลาดแรงงานได้
ข. ผู้เรียนได้รับทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการจริง
ค. ลดบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนาคน
ง. เพิ่มจำนวนหลักสูตรโดยไม่ต้องประเมินผล

 

ข้อ ๘  ข้อใดสะท้อนแนวคิด “ความคุ้มค่าเชิงนโยบาย” มากที่สุด

ก. เพิ่มจำนวนโครงการให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
ข. ใช้งบประมาณให้หมดภายในปีงบประมาณ
ค. พิจารณาว่างบประมาณสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
ง. กระจายงบประมาณเท่าเทียมทุกหน่วยงาน

 

ข้อ ๙  หากครูนำข้อเสนอในบทความไปประยุกต์ใช้กับการจัดการเรียนรู้มากที่สุด ควรเน้นสิ่งใด

ก. การท่องจำเนื้อหาเพื่อสอบแข่งขัน
ข. การสอนตามหนังสือเรียนอย่างเคร่งครัด
ค. การพัฒนาสมรรถนะและทักษะที่ใช้ได้จริง
ง. การเพิ่มกิจกรรมเอกสารประเมินผล

 

ข้อ ๑๐   ข้อใดเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้อภิปรายมองว่าการปฏิรูปการศึกษา “รอไม่ได้”. เพราะประเทศไทยมีโรงเรียนมากเกินไป

ก. เพราะต้องเผื่อเวลาในการนำเสนอกฎหมาย

ข. เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคตประเทศ
ค. เพราะงบประมาณด้านอื่นลดลง
ง. เพราะเทคโนโลยีจะเข้ามาแทนครูทั้งหมด

คลิกเฉลย >>>