สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M601_เน้นพัฒนาครู หนุนวิทย์พื้นฐาน–AI สร้างการศึกษายั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า สำหรับเรื่องการชะลอโครงการเช่าซื้ออุปกรณ์การเรียน อาทิ แท็บเล็ต โน๊ตบุ๊ก โครมบุ๊ก เรื่องนี้คงจะต้องมีการหารือกันภายในศธ. และดูรายละเอียดเพื่อที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ตัวชี้วัดของโครงการที่กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามแนวนโยบายพัฒนาด้านการศึกษาของตนและรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ.ชุดใหม่ จะเน้นพัฒนาที่ตัวบุคลากรเป็นหลัก เพราะตนอยากพัฒนาบุคลากรครูให้เกิดความยั่งยืน โดยเครื่องมืออุปกรณ์เสริมการสอนของนักเรียนและครูนั้น มีค่าบำรุงรักษาสภาพเครื่องมือและการเสื่อมถอยของอุปกรณ์ นอกจากนี้บุคลากรผู้ใช้อุปกรณ์ควรจะต้องมีทักษะและความรู้ที่เพียงพอในการใช้งาน หากครูขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีการใช้เครื่องมือดังกล่าว หรือไม่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้การใช้อุปกรณ์เหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์ตามที่ควรจะเป็น ดังนั้น แนวทางที่ตนให้ความสำคัญสูงสุดคือ การลงทุนพัฒนาไปที่ตัวบุคลากรเสียก่อน 

สำหรับนโยบายที่ต้องการอยากจะผลักดันเร่งด่วนนั้น ดิฉันมีแนวทางที่ตั้งไว้ก่อนเข้ามารับตำแหน่งที่ศธ.อย่างเป็นทางการแล้วว่า จะขับเคลื่อนเรื่องวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน และการพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับโลกยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็น การเรียนการสอนสะเต็มศึกษา เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ แต่เมื่อหารือกับผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาทำให้ดิฉันเข้าใจว่าหลักสำคัญคือ การเรียนรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐานเป็นเรื่องจำเป็น โดยเร็วๆนี้ดิฉันจะประชุมกับผู้บริหารศธ.และมอบนโยบายการศึกษาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพราะในองค์กรหลักของศธ.มีภาระกิจงานที่แตกต่างกัน ส่วนเสียงสะท้อนของครูที่ต้องการให้ศธ.มีการลดภาระงานครูที่ไม่จำเป็นนั้น เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญ ซึ่งดิฉันจะวางแผนแก้ปัญหาให้ครู พร้อมมอบนโยบายที่ไม่เพิ่มภาระครู และตรงไหนที่สามารถลดได้ก็จะลดให้อย่างแน่นอน” นางนฤมล กล่าว 

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ด้วยความที่ตนเองเคยทำงานอยู่ในแวดวงการศึกษามาก่อน จึงมีความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงในระบบการศึกษา วิสัยทัศน์ด้านการศึกษาของตนจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของการเน้นใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือเป็นหลัก แต่จะมุ่งเน้นที่การพัฒนาศักยภาพของครูและนักเรียนให้ควบคู่กันไป ตลอดจนให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์และนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้บุคลากรครูมีความเข้มแข็งทั้งในเชิงวิชาการและภาคปฏิบัติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยยกระดับและเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยให้สามารถพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

นักวิชาการ’ชง7ข้อปฏิรูปการศึกษา ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น-คืนครูสู่ห้องเรียน 

นายณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า

สิ่งที่อยากให้รัฐมนตรีใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เร่งทำเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จมี 7 ข้อ ดังนี้

1.อยากให้มีการปรับการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับโลกจริง ซึ่งหลักสูตรในปัจจุบันยังมีลักษณะท่องจำมากกว่าใช้ความคิด หลักสูตรใหม่ควรจะเป็นการเน้นการใช้ทักษะชีวิต เน้นการคิดวิเคราะห์ ความรู้ทางด้านดิจิทัลและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง

2.สร้างโรงเรียนให้เป็นสุข ให้มีความปลอดภัยกับทุกชีวิตในโรงเรียน ควรจะมีระบบที่ไม่กดดันนักเรียน ให้ครูเป็นที่ปรึกษาโดยแท้จริง อาจจะมีนักจิตวิทยาประจำสถานศึกษาเพื่อสร้างความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ

3.คืนครูให้ห้องเรียน ลดงานที่เป็นภาระออกให้หมด งานเอกสารต่างๆ ที่ไม่จำเป็น มีความซับซ้อน ควรจะ

หมดไป ให้ครูมีเวลาเตรียมการสอนอย่างเต็มที่ และทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ หน้าที่ไหนที่เกิน

ขอบเขตของครูก็ควรจะจ้างบุคลากรอื่นเข้ามาทดแทน เช่น การเงินพัสดุ ต้องมีคนที่เชี่ยวชาญโดยตรงเข้าม

ทำงานในส่วนนี้ เพราะครูส่วนใหญ่ไม่ได้มีความชำนาญในเรื่องเหล่านี้

4.ยกเลิกระบบการวัดผลประเมินผล โครงการที่โรงเรียนต้องนำไปประกวด และปรับเปลี่ยนเป็นการบูรณา

การโดยให้ครูใช้การวัดผลตามสมรรถนะ ตามความก้าวหน้าของผู้เรียน เน้นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์

เปลี่ยนจากการบ้านที่ฝึกการท่องจำเป็นการสะท้อนความคิดของผู้เรียนเพื่อนำมาบูรณา

การกับชีวิตจริง

5.สร้างโอกาสทางการศึกษาให้มีความเท่าเทียม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก เนื่องจากทรัพยากรของแต่ละโรงเรียนมี

ความแตกต่างกัน

6.ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในเรื่องการเรียนการสอน และการบริหารสำนักงานและ

สถานศึกษาต่างๆ

7.การแก้ไขหนี้สินครู ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐมนตรีชุดก่อน นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.

ทำได้ดี เพราะอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีภาระทางการเงินสูงมาก ซึ่งทำให้กระทบต่อการสอนและส่งผลต่อผู้เรียน

 ฉะนั้น ควรจะมีการปรับโครงสร้างหนี้ของครูที่อยู่กับสหกรณ์ครูต่างๆ ทั่วประเทศ หรือหาดอกเบี้ยราคาถูก

สำหรับครูในการกู้เงินกับธนาคารต่างๆ 

สำหรับรัฐมนตรีใหม่ของ ศธ.ทั้ง 3 คน อย่างนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. น.ส.ลิณธิภรณ์

 วริณวัชรโรจน์ และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. โดยมี 2 คนที่เคยเป็นอาจารย์ใน

มหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่อย่างน้อยยังเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษา แตกต่างจากอดีต

รัฐมนตรีที่ผ่านมาที่ส่วนใหญ่จะเป็นตำรวจ ทหาร ซึ่งการเป็นอาจารย์ก็น่าจะมีหัวใจที่รักเด็ก จึงฝากความหวัง

ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแม้อาจจะดำรงตำแหน่งไม่นานก็ตาม” นายณรินทร์กล่าว

 

‘นักวิชาการ’ชง7ข้อปฏิรูปการศึกษา ปรับหลักสูตรยืดหยุ่น-คืนครูสู่ห้องเรียน เชื่อ‘รมต.’อดีตอาจารย์-ฝาก

ความหวังได้ 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 6 กรกฎาคม 2568 

เกี่ยวข้องกัน

นโยบาย รมว.ศธ. หนุนลดภาระครู-เพิ่มสวัสดิการ ย้ำการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใด 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 เวลา 10.00 น. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐานครบรอบ 22 ปี พร้อมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษาจาก สพฐ. ในส่วนกลาง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ลานจอดรถอาคารสามัญ 99 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting และ OBEC Channel 

รมว.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ถือเป็นภารกิจหลักของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นส่วนส่วนสำคัญสำคัญช่วยส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย ให้มีพื้นฐานการศึกษาที่ดีมีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ มีสติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การศึกษาของไทยจำเป็นต้องก้าวต่อไป พร้อมเผชิญกับความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบการศึกษาไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างคนไทยให้มีความรู้และมีคุณภาพจึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน เพราะการศึกษาถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ 

ตนเองถือว่าเป็นผลผลิตของ สพฐ. จบจากโรงเรียนในสังกัด สพฐ. เมื่อมีคนพูดถึงการศึกษาจึงไม่เชื่อ เพราะได้พิสูจน์ด้วยการเรียนของตนเอง ที่สามารถเรียนจนสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศ และสอบชิงทุนไปเรียนต่อ  มหาวิททยาลัยในต่างประเทศ ด้วยคะแนนที่สูงกว่านักเรียนนานาชาติ จึงเชื่อเสมอว่า “การศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก” แต่หากถามถึงจุดที่ต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอยู่ ซึ่งตนเองขอฝากไปยังผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหาร สพฐ. ครู และบุคลากร ให้ช่วยกันคิดเพื่อพัฒนางานด้านการศึกษา

  • อันดับแรกคือการลดภาระงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูในประเทศไทยกว่า 500,000 คนได้มีเวลาพัฒนางานของตนเอง และมุ่งสอนลูกศิษย์ให้มากยิ่งขึ้น
  • สองคือเรื่องของสวัสดิการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อไม่ให้ครูต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และทำหน้าที่หลักของครูให้ดีที่สุด
  • สามคือเรื่องของวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย และหน้าที่ความเป็นพลเมือง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของระบอบการปกครองของประเทศ ที่เป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • เรื่องทีสี่ เรื่องของการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และเรื่องของการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หากสามารถดำเนินการปรับปรุงได้ทันในห้วงต่อไป ขอให้ สพฐ. ช่วยในเรื่องของการปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

สำหรับการทำงาน ขอให้เป็นในลักษณะของครอบครัวเดียวกัน มีอะไรปรึกษาหารือกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาการศึกษาของประเทศ” รมว.ศธ. ย้ำ 

รมว.ศธ. กล่าว ชื่นชมผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงอดีตรัฐมนตรีที่ผ่าน ๆ มาทุกท่าน นโยบายใดที่เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ก็จะดำเนินการสานต่อนโยบายเหล่านั้นต่อไป ทั้งนี้ ไม่ต้องการทำงานแบบ Top-Down แต่ต้องการการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ขอฝากให้กระทรวงศึกษาธิการรับฟังความคิดเห็นของครู ผู้บริหาร และองค์กร ต่าง ๆ เช่น คณะกรรมาธิการการศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายขับเคลื่อนงานการศึกษาในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาวต่อไป 

รมว.ศธ.นฤมล” ควง รมช.ศธ. ร่วมสถาปนา สพฐ. ครบ 22 ปี เชื่อการศึกษาไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก พร้อมจับมือสพฐ. ลดภาระงานครู เพิ่มสวัสดิการครูไทย  

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2568   

เกี่ยวข้องกัน

สพฐ.เตรียมขับเคลื่อนนโยบาย‘รมว.ศธ.-รมช.ศธ.’ พร้อมยกเครื่องโรงเรียนขนาดเล็ก

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ครั้งที่ 25/2568 โดยเน้นย้ำข้อสั่งการตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. เพื่อให้ผู้บริหารและบุคลากรดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเร่งด่วน และติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานที่ได้สั่งการไปแล้ว โดยมีผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการเขตตรวจราชการ ผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบ Zoom meeting

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในโอกาสที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันนี้ ท่านได้กล่าวว่า พร้อมจะเดินหน้าสานต่อนโยบายดี ๆ ของ รมว.ศธ. ท่านเดิม เพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียนและครูทั่วประเทศ โดยทำงานร่วมกันแบบ “ครอบครัวเดียวกัน” เพื่อขับเคลื่อนการศึกษาอย่างมีพลัง และได้ฝากสิ่งที่ต้องการผลักดันเพิ่มเติม คือ การพัฒนาสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจครู โดยการลดภาระงาน การปรับเกณฑ์วิทยฐานะและการโยกย้ายให้เป็นธรรม รวมถึงการรับฟังความต้องการจากพื้นที่ต่างๆอย่างรอบด้าน เพื่อวางนโยบายในระยะเร่งด่วน ระยะกลาง ระยะยาว และการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาฯ ที่เน้นย้ำวิชาประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขอให้ผู้บริหารและบุคลากรของ สพฐ. ติดตามแนวนโยบายซึ่งจะออกอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่องต่อไป

อีกเรื่องสำคัญที่ได้พูดคุยกันในวันนี้ คือเรื่องการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้สั่งการให้สำนักที่เกี่ยวข้องเตรียมข้อมูลการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กขนาดต่าง ๆ โดยระบุถึงวิธีการบริหารจัดการของแต่ละโรงเรียน การใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่สังกัด รวมทั้งหารูปแบบ นวัตกรรมการบริหารที่จะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กประสบผลสำเร็จ โดยให้แยกตามบริบทของโรงเรียน ขนาดของโรงเรียนและแยกตามภาค พร้อมทั้งปรับคณะทำงานบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัด สพฐ. ใหม่ โดยมอบหมายให้นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมระบุหน้าที่ของคณะทำงานให้ชัดเจน 

สำหรับความคืบหน้าของการจ้างอัตราจ้างในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สพฐ. ได้ดำเนินการขอทำความตกลงพิเศษกับกระทรวงการคลังแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงาน ก.พ. นำเสนอเข้าที่ประชุม คปร. เพื่อพิจารณากำหนดจำนวนกรอบอัตรากำลังลูกจ้างชั่วคราว โดยถ้าหากได้รับการอนุมัติให้อัตราจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวแล้ว เงินเดือนและคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ให้ปฏิบัติตาม ว 1058 ของกระทรวงการคลัง  นอกจากนี้ จะมีการจัดทำหลักสูตรอบรมพัฒนาธุรการโรงเรียนให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการบัญชี การเงินและพัสดุ โดยจะเปิดลงทะเบียนและเริ่มการอบรมผ่านระบบออนไลน์ ภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กต่อไป 

ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

สรุปสาระสำคัญ

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศแนวนโยบายพัฒนาการศึกษาที่มุ่ง “ลงทุนกับคน” มากกว่าอุปกรณ์ โดยเน้นพัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการสอนอย่างยั่งยืน แทนการเร่งจัดหาเครื่องมือ เช่น แท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊ก ซึ่งอาจเสื่อมสภาพและใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพหากผู้ใช้ขาดทักษะ เธอยังผลักดันการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน สะเต็มศึกษา และเทคโนโลยีเอไอ พร้อมให้ความสำคัญกับการลดภาระงานครู และจัดทำหลักสูตรที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ วิสัยทัศน์ของเธอมุ่งพัฒนาครูและนักเรียนควบคู่กัน เสริมงบวิจัยเชิงปฏิบัติ เพื่อสร้างรากฐานการศึกษาที่ยั่งยืน ด้านนักวิชาการเสนอ 7 ข้อปฏิรูป ได้แก่ ปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่น สร้างโรงเรียนปลอดภัย คืนครูสู่ห้องเรียน ปรับระบบวัดผล สร้างความเท่าเทียม ใช้เทคโนโลยีอย่างมีประโยชน์ และแก้หนี้สินครู ทั้งนี้ สพฐ. เตรียมขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยเน้นลดภาระงาน เพิ่มสวัสดิการ ปรับหลักสูตร และบริหารโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยให้มั่นคงและเท่าเทียม

ข้อสอบ 

1.ข้อใดสะท้อนแนวคิดสำคัญของนโยบายการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ชัดเจนที่สุด

ก. เร่งจัดซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลให้ครบทุกโรงเรียนก่อนพัฒนาครู
ข. เน้นพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ค. เพิ่มการแข่งขันทางวิชาการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน
ง. ให้โรงเรียนบริหารจัดการงบประมาณด้านเทคโนโลยีอย่างอิสระ

 

2.หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการขับเคลื่อนนโยบาย “คืนครูสู่ห้องเรียน” ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ควรดำเนินการตามข้อใดมากที่สุด

ก. เพิ่มชั่วโมงสอนเสริมหลังเลิกเรียนให้ครูทุกคน
ข. มอบหมายให้ครูรับผิดชอบงานพัสดุควบคู่การสอน
ค. ลดงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนและจัดบุคลากรสนับสนุนเฉพาะด้าน
ง. กำหนดให้ครูทุกคนจัดทำโครงการประกวดระดับประเทศ

 

3.ข้อใดเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการพัฒนาหลักสูตรตามนโยบายใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการมากที่สุด

ก. เน้นการท่องจำเนื้อหาเพื่อใช้สอบแข่งขันระดับชาติ
ข. จัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตจริงและส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน
ค. เพิ่มจำนวนรายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้รอบด้านมากขึ้น
ง. ใช้ข้อสอบมาตรฐานเดียวกันทุกพื้นที่โดยไม่คำนึงบริบทโรงเรียน

 

4.หากครูได้รับอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่จำนวนมาก แต่ไม่มีการพัฒนาทักษะการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบใดมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากที่สุดตามบทความ

ก. โรงเรียนมีผลการประเมินสูงขึ้นทันที
ข. ผู้เรียนมีแรงจูงใจทางการเรียนเพิ่มขึ้นทุกคน
ค. งบประมาณด้านการศึกษาลดลงอย่างชัดเจน
ง. การใช้อุปกรณ์ไม่เกิดประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ

 

5. ในฐานะผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็ก ข้อใดเป็นแนวทางบริหารที่สอดคล้องกับนโยบาย สพฐ. มากที่สุด

ก. ใช้รูปแบบการบริหารเดียวกันทุกโรงเรียนทั่วประเทศ
ข. มุ่งเน้นเฉพาะการเพิ่มจำนวนนักเรียนให้มากขึ้น
ค. จัดทำนวัตกรรมการบริหารตามบริบทและศักยภาพของโรงเรียน
ง. ลดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อประหยัดงบประมาณของโรงเรียน

คลิกเฉลย >>>