T073_‘กัมมันตภาพรังสี-กัมมันตรังสี’ ความหมายต่างกัน
ราชบัณฑิตยสภา ออกโรงอธิบาย ‘กัมมันตภาพรังสี-กัมมันตรังสี’ ความหมายต่างกัน
การนำเสนอข่าวและความเคลื่อนไหว วัสดุกัมมันตรังสี “ซีเซียม-137” หายไปจากโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งใน จ.ปราจีนบุรี นำมาสู่การค้นหาอย่างเข้มข้น กระทั่งช่วงสายวันที่ 20 มีนาคม 2566 “ปราจีนบุรี” พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แถลงการพบสารซีเซียม-137 ปนเปื้อนในฝุ่นแดง หรือผงเหล็ก ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปิด ยืนยันว่าไม่รั่วไหลแน่นอน
ตัดภาพมาที่หลายภาคส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่าง กัมมันตรังสี และ กัมมันตภาพรังสี ซึ่งล่าสุด สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ได้อธิบายความหมายทั้ง 2 คำ ซึ่งมีความ “แตกต่างกัน” โดยอ้างอิงจากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554

โดย “กัมมันตภาพรังสี” เป็นศัพท์บัญญัติของคำ “Radioactivity” หมายถึง การเสื่อมสลายโดยตัวเองของนิวเคลียสของอะตอมที่ไม่เสถียร เป็นผลให้ได้อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา รังสีแกมมา ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีช่วงคลื่นสั้นมากและมีพลังงานสูง ทั้งหมดนี้พุ่งออกมาด้วยความเร็วสูงมาก ในบางกรณีอาจมีพลังงานความร้อนและพลังงานแสงเกิดตามมาด้วย เช่น การเสื่อมสลายของนิวเคลียสของธาตุเรเดียมไปเป็นธาตุเรดอน
ส่วน “กัมมันตรังสี” เป็นศัพท์บัญญัติของคำ “Radioactive” หมายถึง ที่สามารถเกิดกัมมันตภาพรังสีได้ (ใช้แก่ธาตุ หรือสาร) ต้องใช้ประกอบกับคำอื่น เช่น วัสดุกัมมันตรังสี อนุกรมกัมมันตรังสี กากกัมมันตรังสี
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 มีนาคม 2566
สรุปสาระสำคัญ
เหตุการณ์การสูญหายของวัสดุกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ในจังหวัดปราจีนบุรี ได้สร้างความตื่นตัวและการสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับความปลอดภัยของสารกัมมันตรังสี โดยภายหลังตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนในฝุ่นแดงหรือผงเหล็กในพื้นที่ปิด ซึ่งยืนยันว่าไม่มีการรั่วไหลสู่ภายนอก อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนในสังคมเกี่ยวกับคำว่า “กัมมันตภาพรังสี” และ “กัมมันตรังสี”
สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้ชี้แจงความแตกต่างของคำทั้งสองตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 โดย “กัมมันตภาพรังสี” (Radioactivity) หมายถึง กระบวนการที่นิวเคลียสของอะตอมที่ไม่เสถียรสลายตัวเองและปล่อยอนุภาค เช่น อนุภาคแอลฟา บีตา และรังสีแกมมา ซึ่งมีพลังงานสูงและเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง อาจเกิดพลังงานความร้อนหรือแสงร่วมด้วย ส่วน “กัมมันตรังสี” (Radioactive) หมายถึง สภาพของธาตุหรือสารที่สามารถเกิดกัมมันตภาพรังสีได้ เช่น วัสดุกัมมันตรังสี หรือกากกัมมันตรังสี ดังนั้นคำแรกหมายถึง “กระบวนการ” ส่วนคำหลังหมายถึง “คุณสมบัติของสาร” การเข้าใจความแตกต่างนี้มีความสำคัญต่อการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์และการจัดการความเสี่ยงอย่างถูกต้องในสังคม
ข้อสอบ
ข้อ 1 กัมมันตภาพรังสีหมายถึงข้อใดถูกต้องที่สุด
ก. ธาตุที่มีรังสีในตัว
ข. กระบวนการสลายตัวของนิวเคลียสที่ไม่เสถียร
ค. สารที่ใช้ในโรงพยาบาลเท่านั้น
ง. พลังงานความร้อนจากอะตอม
ข้อ 2 กัมมันตรังสีหมายถึงข้อใด
ก. กระบวนการปล่อยรังสี
ข. พลังงานจากดวงอาทิตย์
ค. สารที่สามารถเกิดกัมมันตภาพรังสีได้
ง. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเท่านั้น
ข้อ 3 เหตุการณ์ซีเซียม-137 สะท้อนปัญหาใดมากที่สุด
ก. การขาดแคลนพลังงาน
ข. ความสับสนเรื่องศัพท์วิทยาศาสตร์
ค. การขนส่งสินค้า
ง. การเกิดพายุฝุ่น
ข้อ 4 อนุภาคที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสี ได้แก่ข้อใด
ก. อนุภาคอิเล็กตรอน โฟตอน นิวตรอน
ข. แอลฟา บีตา แกมมา
ค. โปรตอน โฟตอน อิเล็กตรอน
ง. นิวตรอน โปรตอน อะตอม
ข้อ 5 การยืนยันว่า “ไม่รั่วไหล” ในข่าวหมายถึงข้อใดสำคัญที่สุด
ก. ไม่มีการปนเปื้อนใด ๆ
ข. อยู่ในพื้นที่ปิดและควบคุมได้
ค. ไม่มีการตรวจพบซีเซียม
ง. ไม่มีความเสี่ยงทางวิทยาศาสตร์
ข้อ 6 หากครูต้องสอนเรื่องนี้ ควรเน้นประเด็นใดมากที่สุด
ก. การท่องจำชื่อธาตุ
ข. ความแตกต่างของศัพท์และความเข้าใจเชิงระบบ
ค. สูตรคำนวณรังสี
ง. ประวัติผู้ค้นพบธาตุ
ข้อ 7 ข้อใดเป็นตัวอย่าง “กัมมันตรังสี”
ก. การสลายตัวของเรเดียม
ข. แสงจากหลอดไฟ
ค. น้ำเดือด
ง. กระแสไฟฟ้า
ข้อ 8 ความสำคัญของการแยกคำสองคำนี้คืออะไร
ก. เพื่อใช้ในข้อสอบเท่านั้น
ข. เพื่อการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง
ค. เพื่อเพิ่มศัพท์ภาษาไทย
ง. เพื่อใช้ในอุตสาหกรรม
ข้อ 9 รังสีแกมมามีลักษณะเด่นอย่างไร
ก. มีมวลมาก
ข. เป็นคลื่นพลังงานสูง
ค. เคลื่อนที่ช้า
ง. ไม่มีพลังงาน
ข้อ 10 จากบทความ ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญที่สุด
ก. การควบคุมข่าวสาร
ข. ความแม่นยำทางศัพท์วิทยาศาสตร์
ค. การผลิตพลังงาน
ง. การขนส่งวัสดุ
คลิกเฉลย >>>
