สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M621_‘ก.ค.ศ.’ ไฟเขียวเพิ่มเงินตำแหน่งพัสดุ 2-6 พันต่อเดือน

ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ หรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และนักวิชาการพัสดุ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในลักษณะเดียวกับข้าราชการพลเรือน ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบนี้ 

“การปรับปรุงระเบียบครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับข้าราชการประเภทอื่น โดยเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาจ่ายเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุและนักวิชาการพัสดุอย่างชัดเจน” นางนฤมล กล่าว 

ด้านนายธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ระเบียบดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีความรับผิดชอบสูง และความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องปฏิบัติงานในการใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดิน โดยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษนี้จะจ่ายเพิ่มเติมจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ในอัตรา 2,000 – 6,000 บาท ต่อเดือนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ถือเป็นเงินเพิ่มรายเดือนพิเศษเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการที่ทำงานด้านพัสดุ และผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กรมบัญชีกลางกำหนด รวมถึงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบด้วย ซึ่งภายหลังจาก ก.ค.ศ. เห็นชอบแล้ว จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป 

ขณะที่การประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2569 วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 โดยมี ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ       โดยที่ประชุม ก.ค.ศ. เห็นชอบให้กำหนด (ร่าง) ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. .... เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการพิจารณาในการได้รับเงินเพิ่มสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุและตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ และนำเสนอคณะรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบต่อไป ทั้งนี้ การให้ได้รับเงินเพิ่มฯ ตามระเบียบนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 

ที่มา ; มติชนออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

‘ก.ค.ศ.’แจงเพิ่มเงินตำแหน่งพัสดุ ให้เฉพาะกลุ่ม38ค.(2) ครู-ลูกจ้างหมดสิทธิ ลุ้น‘ก.พ.ร.’เคาะตัดโอน2พันอัตราทำธุรการ 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบร่างระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. …. เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลัง นั้น 

มติดังกล่าว เป็นการเห็นชอบในหลักการ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ ก่อนมีผลบังคับใช้ 

ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกลาวให้สอดคล้องกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ที่ประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 เพื่อให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ หรือหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด และสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุ และนักวิชาการพัสดุ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุในลักษณะเดียวกับข้าราชการพลเรือน ให้ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบดังกล่าว 

“ทั้งนี้ระเบียบการเพิ่มเงินดังกล่าว จะมีผลกับข้าราชการที่มีตำแหน่งด้านพัสดุ จะเป็นเจ้าหน้าที่พัสดุ หรือ นักวิชาการพัสดุก็ได้แต่ต้องอยู่ในสายงานพัสดุ และจะต้องผ่านการอบรมที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่งปัจจุบันมีข้าราชการที่ทำหน้าที่มีแหน่งด้านพัสดุโดยตรง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) ประจำจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 2,000 อัตรา ส่วนกรณีข้าราชการครู ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พัสดุด้วยจะได้รับการเพิ่มเงินในส่วนนี้หรือไม่นั้น ที่ประชุมก.ค.ศ. เคยหารือเรื่องดังกล่าวและมีมติให้หารือเรื่องดังกล่าวไปที่กระทรวงการคลัง ซึ่งทางกระทรวงการคลัง ได้ตอบกลับมาว่า ข้อกฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้สามารถเพิ่มเงินในส่วนนี้ได้ เพราะฉะนั้น กลุ่มที่จะได้รับการเพิ่มเงินดังกล่าว คือ กลุ่ม 38 ค.(2) ซึ่งทำหน้าที่พัสดุเท่านั้น”ดร.ธนู กล่าว 

ดร.ธนู กล่าวต่อว่า ถือเป็นเงินเพิ่มรายเดือนพิเศษเพิ่มเติมสำหรับข้าราชการที่ทำงานด้านพัสดุ และผ่านการอบรมในหลักสูตรที่กรมบัญชีกลางกำหนด รวมถึงต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบ ส่วนลูกจ้างอื่น ๆ ที่มาทำหน้าที่พัสดุ และงานธุรการเพื่อลดภาระครูนั้น ขึ้นอยู่กับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่วนความคืบหน้าการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ที่เกินเกณฑ์ มาเปลี่ยนเป็นตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน และเจ้าพนักงานการเงินและบัญชีปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน กว่า 2,000 ตำแหน่งนั้น ก.ค.ศ.ได้เสนอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.)เพื่อทราบก่อนมีผลบังคับใช้ต่อไป 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ 

สรุปสาระสำคัญ

ระเบียบ ก.ค.ศ. ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตำแหน่งด้านพัสดุ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2567 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ระหว่างข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากับข้าราชการประเภทอื่น โดยเปิดโอกาสให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุหรือนักวิชาการพัสดุ และปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารพัสดุ ได้รับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือน

ผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มต้องผ่านการอบรมหลักสูตรมาตรฐานวิชาชีพด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด และต้องมีลักษณะงานและความรับผิดชอบสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่ง โดยเงินเพิ่มดังกล่าวจ่ายเพิ่มเติมจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ในอัตราเดือนละ 2,000–6,000 บาท 

ก.ค.ศ. เห็นชอบร่างระเบียบดังกล่าวในการประชุมครั้งที่ 1/2569 และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านพัสดุซึ่งมีความรับผิดชอบและความเสี่ยงสูงจากการบริหารงบประมาณของรัฐ

ข้อสอบ

ข้อ 1  สาระสำคัญเชิงนโยบายของการออกระเบียบ ก.ค.ศ. ฉบับนี้ คือข้อใด
ก. เพิ่มอัตราเงินเดือนให้บุคลากรด้านพัสดุทุกตำแหน่ง
ข. ปรับโครงสร้างตำแหน่งงานด้านพัสดุในสถานศึกษา
ค. ลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ระหว่างข้าราชการแต่ละประเภท
ง. กระจายอำนาจการจัดซื้อจัดจ้างให้สถานศึกษามากขึ้น

ข้อ 2 เงื่อนไขใด “จำเป็นที่สุด” ในการพิจารณาให้ได้รับเงินเพิ่มตามระเบียบนี้
ก. ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเท่านั้น
ข. ปฏิบัติงานด้านพัสดุและผ่านการอบรมตามที่กรมบัญชีกลางกำหนด
ค. มีอายุราชการไม่น้อยกว่า 10 ปี
ง. ได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานระดับดีเด่น

ข้อ 3  เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามระเบียบนี้ มีลักษณะอย่างไร
ก. เป็นเงินรายครั้งเมื่อปฏิบัติงานเสี่ยง
ข. รวมอยู่ในฐานเงินเดือนเพื่อคำนวณบำเหน็จบำนาญ
ค. เป็นเงินเพิ่มรายเดือน นอกเหนือจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง
ง. จ่ายเฉพาะช่วงที่มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่

ข้อ 4 ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษา การดำเนินการใดสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระเบียบมากที่สุด
ก. มอบหมายงานพัสดุให้ครูทุกคนหมุนเวียน
ข. สนับสนุนให้ผู้รับผิดชอบงานพัสดุเข้ารับการอบรมตามเกณฑ์
ค. ลดภาระงานพัสดุเพื่อลดความเสี่ยง
ง. รวมงานพัสดุไว้ที่สำนักงานเขตพื้นที่เท่านั้น

ข้อ 5  การกำหนดให้เงินเพิ่มมีผลตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา สะท้อนหลักการใด
ก. หลักความเสมอภาคย้อนหลัง
ข. หลักความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณ
ค. หลักนิติธรรมและความชัดเจนทางกฎหมาย
ง. หลักการกระจายอำนาจทางการคลัง

ข้อ 6 สาระสำคัญของระเบียบฉบับนี้ “แตกต่าง” จากระเบียบเดิมมากที่สุดในประเด็นใด

ก. การเพิ่มอัตราเงินเดือนข้าราชการครู

ข. การกำหนดตำแหน่งพัสดุเป็นตำแหน่งวิชาชีพเฉพาะ

ค. การเปิดสิทธิเงินเพิ่มให้บุคลากรทางการศึกษาตาม ม.38 ค.(2)

ง. การลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างในสถานศึกษา

ข้อ 7 เหตุผลเชิงนโยบายที่รัฐยอมจ่ายเงินเพิ่มตำแหน่งพัสดุ สะท้อนแนวคิดใด
ก. งานพัสดุเป็นงานสนับสนุนทั่วไป
ข. งานพัสดุมีความเสี่ยงและใช้ดุลพินิจสูง
ค. งานพัสดุเป็นงานที่ขาดแคลนกำลังคน
ง. งานพัสดุเป็นงานที่ไม่ต้องรับผิดทางกฎหมาย

ข้อ 8  เงื่อนไขใด “ขาดไม่ได้” หากผู้บริหารต้องการเสนอชื่อบุคลากรรับเงินเพิ่ม
ก. มีคำสั่งแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง
ข. ปฏิบัติงานด้านพัสดุอย่างต่อเนื่อง
ค. ผ่านการอบรมหลักสูตรตามกรมบัญชีกลาง
ง. มีผลงานดีเด่นด้านการเงิน

ข้อ 9  การจ่ายเงินเพิ่มตามระเบียบนี้ มีผลกระทบต่อการบริหารโรงเรียนอย่างไร
ก. เพิ่มภาระงบประมาณเงินเดือน
ข. เพิ่มแรงจูงใจและความรับผิดชอบเชิงวิชาชีพ
ค. ทำให้ครูทุกคนต้องทำงานพัสดุ
ง. ลดบทบาทผู้บริหารด้านการเงิน

ข้อ 10  เงินเพิ่มตำแหน่งพิเศษตามระเบียบนี้ จัดอยู่ในลักษณะใด
ก. เงินสมนาคุณ
ข. เงินค่าตอบแทนเป็นครั้งคราว
ค. เงินเพิ่มรายเดือนพิเศษ
ง. เงินรางวัลผลสัมฤทธิ์

ข้อ 11  หากบุคลากรพัสดุ “ผ่านการอบรมแต่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง” ผลจะเป็นอย่างไร
ก. ได้รับเงินเพิ่มทันที
ข. ได้รับเงินเพิ่มบางส่วน
ค. ไม่เข้าเกณฑ์ตามระเบียบ
ง. ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ผอ.

ข้อ 12  หลักการใดสนับสนุนการกำหนดให้เงินเพิ่มมีผลหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา
ก. หลักประสิทธิภาพ
ข. หลักความคุ้มค่า
ค. หลักนิติธรรม
ง. หลักธรรมาภิบาล

ข้อ 13  การกำหนดอัตรา 2,000–6,000 บาท สะท้อนแนวคิดใด
ก. เท่ากันทุกตำแหน่ง
ข. ยืดหยุ่นตามระดับความรับผิดชอบ
ค. ตามอายุราชการ
ง. ตามขนาดสถานศึกษา

ข้อ 14  หากผู้บริหารมอบหมายงานพัสดุให้ครูโดยไม่แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ จะเกิดผลใด
ก. ครูยังมีสิทธิเงินเพิ่ม
ข. ขัดเจตนารมณ์ระเบียบ
ค. ถูกต้องตามกฎหมาย
ง. ไม่มีผลทางกฎหมาย

ข้อ 15  บทบาทของ ก.ค.ศ. ในระเบียบนี้คือข้อใด
ก. ผู้จ่ายเงินเพิ่ม
ข. ผู้กำหนดหลักเกณฑ์และเสนอ ครม.
ค. ผู้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง
ง. ผู้อนุมัติงบประมาณรายโรงเรียน

 

คลิกเฉลย >>>